ระฆังศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเจ้าซองด๊อกมหาราช (The Divine Bell of King Seongdeok)

The Divine Bell of King Seongdeok (성덕대왕신종) เป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ และถูกกำหนดให้เป็น สมบัติแห่งชาติหมายเลข 29 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1962 ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี และจัดแสดงไว้ที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติคย็องจู (Gyeongju National Museum)

ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ ที่เก็บรวบรวมมรดกวัฒนธรรม ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ไว้จำนวนมากที่สุดของ เมืองคย็องจู (Gyeongju) ของจังหวัดคย็องซังเหนือ (คย็องซังบุกโด, Gyeongsangbuk-do), ประเทศเกาหลีใต้

ระฆังมีความสูง 3.75 เมตร, มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของปากระฆัง 2.27 เมตร โดยความหนาของผนังอยู่ระหว่าง 11 – 25 เซนติเมตร และมีน้ำหนักของระฆัง 18.9 ตัน

ระฆังถูกสร้างขึ้นแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 771 เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการรำลึกถึง พระเจ้าซองด๊อกมหาราช (Seongdeok of Silla, 성덕왕, ครองราชย์ ค.ศ. 702 – 737) กษัตริย์องค์ที่ 33 แห่งอาณาจักรชิลลา และตั้งชื่อระฆังว่า ระฆังศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเจ้าซองด๊อกมหาราช (The Divine Bell of King Seongdeok)

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระฆังถูกสร้าง และติดตั้งครั้งแรกไว้ที่วัดพงด๊อกซา (Bongdeoksa Temple) มันจึงถูกเรียกว่า ระฆังแห่งวัดพงด๊อกซา (Bell of Bongdeoksa) นอกจากนี้ระฆังยังเป็นที่รู้จักกันในนามว่า ระฆังเอมิล (Emile Bell) ชื่อที่ได้มาจากตำนานโบราณ ที่เล่าถึงเด็กซึ่งเสียสละ เพื่อทำให้ระฆังส่งเสียงออกมา

ระฆังถือเป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะในยุคอาณาจักรรวมชิลลา (Unified Silla, 통일 신라) ซึ่งเป็นอาณาจักรที่สถาปนาเมื่อปี ค.ศ. 668 โดยพระเจ้ามุนมูแห่งชิลลา (Munmu of Silla, 문무왕, ค.ศ. 626 – ค.ศ. 681)

ภายหลังจากการรวมอาณาจักรโคกูรยอ (Goguryeo) และอาณาจักรแพ็กเจ (Baekje) เข้าเป็นหนึ่งเดียวกับอาณาจักรชิลลา (Silla) โดยอาณาจักรแห่งนี้มีราชธานีอยู่ที่ เมืองคย็องจู (Gyeongju) และล่มสลายลงในปี ค.ศ. 935

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของระฆังทองแดงของเกาหลี ซึ่งมีท่อกลวงเล็กๆ อยู่ใกล้กับตะขอรูปหัวมังกร ที่ด้านบนของระฆัง  ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ทำให้เกิด ความถี่ของเสียงที่หลากหลาย ท่อกลวงช่วยดูดซับคลื่นความถี่สูง จะช่วยให้ระฆังส่งเสียงก้องกังวาน และได้ยินอย่างชัดเจนได้ในระยะถึง 40 ไมล์

โดยรอบของพื้นผิวระฆัง ถูกแกะสลักลวดลายอย่างปราณีต และงดงามในหลายรูปแบบ ได้แก่ ลวดลายดอกไม้, ลวดลายดอกบัว และนางอัปสร (Apsarases) เป็นต้น

รวมไปถึงคำจารึกด้วยอักษรจีนโบราณ มากกว่าหนึ่งพันตัวบนระฆัง เพื่อบอกเล่าประวัติ และข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับระฆัง ระฆังถูกแขวนอยู่บนเสาโบราณ ที่มีมานานหลายศตวรรษ และยังคงความงาม และความสมบูรณ์ของมัน ซึ่งได้รับการเก็บรักษาอย่างพิถีพิถัน แม้จะผ่านไปกว่า 1,300 ปี

The Divine Bell of King Seongdeok
The Divine Bell of King Seongdeok

ที่อยู่ 186 Iljeong-ro, Wolseong-dong, Gyeongju, Gyeongsangbuk-do, South Korea (경상북도 경주시 월성동 일정로 186)

ข้อมูลเพิ่มเติม

สายด่วนการท่องเที่ยว 1330: + 82-2-1330 (เกาหลี, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, จีน, รัสเซีย, เวียดนาม, ไทย, มาเลย์)

ติดต่อสอบถาม +82-54-740-7500 (เกาหลี)

website: gyeongju.museum.go.kr (อังกฤษ, เกาหลี, ญี่ปุ่น, จีน)

เวลาทำการ

มกราคม – กุมภาพันธ์: 09:00 – 18:00 / วันเสาร์และวันหยุด: 09:00 – 19:00

มีนาคม – ธันวาคม: 09:00 – 21:00

* เปิดให้เข้าชมรอบสุดท้าย ก่อนเวลาปิดทำการ 1 ชั่วโมง

* ปิดทำการทุกวันจันทร์ และวันปีใหม่สากล และเปิดให้บริการในวันจันทร์ ในกรณีที่วันจันทร์ตรงวันหยุดราชการ และปิดทำการในวันถัดไปแทน

ค่าเข้าชม ฟรี

ยกเว้นนิทรรศการพิเศษจะเสียค่าธรรมเนียมตามกรณี

การเดินทาง

รายละเอียดการเดินทางโดยรถบัส Seoul to Gyeongju

รายละเอียดการเดินทางโดยรถไฟ Seoul to Gyeongju


From Intercity • Express Bus Terminal or Gyeongju Station

ขึ้นรถบัสประจำทาง Bus No. 1, 600, 601, 603, 604, 605, 607, 608 หรือ 609 และไปลงที่ คุกริบคย็องจูบักมูล-กวัน (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติคย็องจู (Gyeongju National Museum), 국립경주박물관) *ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที 


From KTX Singyeongju Station

ขึ้นรถบัสประจำทาง Bus No. 700 และไปลงที่ พระราชวังทงกุง และสระโวลจี (Donggung Palace and Wolji Pond, 경주 동궁과 월지) จากนั้นเดินเท้าประมาณ 3 นาที เพื่อไปยังพิพิธภัณฑ์

by Google Map

Gyeongju National Museum (국립경주박물관)