ตอนที่ 9 สะกิด Sky City ที่ GIMPO International Airport ก่อนเยือนเกาะเชจู

เราเช็คเอ๊าท์ออกจากโรงแรมประมาณ 12.00 น. เพื่อเดินทางไปยังสนามบินกิมโป (Gimpo International Airport) โดยออกจากสถานี Jakjeon ไปลงที่สถานี Gyeyang เพื่อต่อรถ AREX Commuter Train ไปลงยัง Gimpo Airport Station เมื่อถึงสถานีเราก็เดินคอแหงนมองป้าย Domestic เป็นหลัก จนมาถึงก็ขึ้นไปยังชั้นที่ 2 เพื่อทำการ Check in โดยจะมีเคาน์เตอร์ที่บริการเที่ยวบินภายในประเทศเกาหลีเรียงรายกันไป โดยสายการบิน Korean Airlines และ Air Asiana จะมีเคาน์เตอร์ค่อนข้างเยอะและอยู่ส่วนกลาง หากเราหันหน้าเข้าเค้าน์เตอร์ก็จะมีสายการบิน Jeju และ Jin Air อยู่ด้านซ้ายมือของเรา

ค่าฝากกระเป๋าประมาณ 3 ชั่วโมง 2 ใบ 10,000 won โอ้ว….

สำหรับสายการบินที่เราเลือกจะใช้บริการเดินทางไปยังเกาะเชจูอยู่ทางขวามือคือ สายการบิน Eastar Jet เป็นสายการบินภายในประเทศที่มีราคาโปรโมชั่นได้จับใจจริงๆ คือ Round Trip ไป-กลับ Gimpo-Jeju 2 คน รวมทุกอย่างแล้ว 120,000 won เท่านั้นเอง ไฟล์ทที่เราจองได้ออกเวลา 18.35 น. ตอนที่เราไปถึงเค้าน์เตอร์เพิ่งจะยังไม่บ่าย 2 โมง ลำบากตอนลากกระเป๋านี่แหล่ะ ก็เลยแกล้งเนียนไปเช็คอินก่อนแต่เจ้าหน้าที่ไม่ยินยอมบอกว่าเช็คอินได้ก่อนเครื่องออก 2 ชั่วโมงนะคะและใจดีช่วยแนะนำว่าให้ไปฝากกระเป๋าที่ชั้น 1 บริเวณข้างๆ ร้านขายของที่ระลึก

เราก็เลยเนียนไม่สำเร็จ ต้องลงไปฝากกระเป๋าตามที่เจ้าหน้าที่สาวสวยบอก เป็นห้องอยู่ขวามือสุดเมื่อเราลงไปที่ชั้น 1 อยู่ข้างๆ ร้านขายของที่ระลึกและอยู่ติดกับสำนักงานของ Eastar Jet นั่นเอง ลักษณะเป็นห้องกว้างๆ มีชั้นสำหรับวางกระเป๋าคล้ายๆ ที่ฝากกระเป๋าตามซุปเปอร์มาร์เก็ตบ้านเรา ติดต่อเจ้าหน้าที่แจ้งความจำนงว่าต้องการฝากกระเป๋า 2 ใบ และจะมารับอีกทีประมาณ 5 โมงเย็น

เจ้าหน้าที่กดเครื่องคิดเลขตี๊ดๆๆๆ 12,000 won โอ้ว…แพงจัง ตั๋วเครื่องบินไปเชจูต่อคนต่อเที่ยวก่อนรวมภาษีและอะไรๆ ต่ออะไรแค่ 19,000 won เอง แต่ทำอย่างไรได้ก็ได้แค่บ่นใจเท่านั้นเอง เอาน่ะ…ลองงัดประโยคมหาระรวยออกมาใช้อีกทีแล้วกัน “Ka-ka-juseyo” (깎아 주세요) แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Give me a discount เจ้าหน้าที่ก็กดเครื่องคิดเลขติ๊ดๆๆๆๆ ลดให้เหลือ 10,000 won มองหน้ากันเอ้าฝากก็ฝากเนาะ

Sky City at Gimpo International Airport

เมื่อฝากกระเป๋าเสร็จมีเวลา 3 ชั่วโมงการเดินเล่นฆ่าเวลาที่ Sky City แต่จากการค้นหาข้อมูลใน Internet ค่อนข้างจะมีข้อมูลน้อยอยู่ เลยต้องไปสอบถามเจ้าหน้าที่ Tourist Information ว่า Sky City ตั้งอยู่ส่วนไหนของสนามบินกันแน่ หลังจากที่พี่ช้างได้สอบถามข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยก็มาบอกว่าให้ขึ้นรถสาย 8 สีเหลือง ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 10 นาที

น้องลิงถามพี่ช้างว่าแล้วเค้าให้เราลงป้ายไหนล่ะ พี่ช้างก็เลยต้องเดินไปถามอีกรอบ (คงคิดในใจว่าทำไมไม่ถามเองล่ะ…รู้นะ) ได้ความว่าลงสุดสาย เราก็พากันเดินออกตรง Gate 5 ที่อยู่ใกล้ๆ กับ Tourist Information นั่นแหล่ะ เดินออกมาถึงก็เห็นป้ายรถเมล์เรียงรายกันโดยมีหมายเลขกำกับป้ายรถเมล์ไล่เรียงกันมา ตรงที่เราออกจาก Gate 5 เป็นหมายเลขป้ายรถเมล์ที่ 8 พอดี เห็นรถบัสสีเหลืองวิ่งมาจอดพอดี แต่ไม่เห็นหมายเลขรถเลข 8 เลยไม่กล้าขึ้นจนรถออกไปแล้ว

สักแป๊บก็มีหนุ่มหล่อขาวเกาหลีเดินมารอรถที่ป้ายพอดีก็เลยสอบถามเพื่อความแน่ใจ เค้าก็ยืนมองอ่านแผนที่ที่ป้ายรถ แต่ก็ทำท่าไม่แน่ใจเลยหันไปถามชายชาวเกาหลีที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วก็ส่งภาษาเกาหลีคุยกันอ่านจากท่าทางประมาณว่า Sky City อยู่ตรงไหนเนี่ยครับ ชายหนุ่มอีกท่านก็ตอบว่าอยู่ใน International ไงล่ะครับ แล้วชายหนุ่มคนแรกก็หันมาสรุปกับเราว่า Sky City อยู่ในส่วนของ International และเค้ากำลังจะไปที่นั่นพอดี เดี๋ยวไปพร้อมกันเลยนะครับ สักไม่เกิน 3 นาที ก็เห็นรถสีเหลืองๆ อมเขียวแบบสีสะท้อนแสงวิ่งมา

เราสองคนทำท่าดีใจ (เกินเหตุหรือเปล่า) ชี้มือชี้ไม้ว่าใช่สายหนีไหม เค้าบอกว่าใช่แล้ว (สงสัยคงแอบคิดในใจว่าจะดีอะไรกันนักหนาล่ะเนี่ย) เราก็เดินตามเค้าต้อยๆ ขึ้นไปรถไป เค้าเดินตรงดิ่งไปเลือกที่นั่งด้านหลังรถ เราก็เดินตามไปนั่งใกล้ๆ แล้วก็สงสัยว่าไม่ต้องจ่ายเงินหรือ ก็เลยถามเค้าว่าแล้วต้องจ่ายเงินค่ารถตรงไหนล่ะ ไม่เห็นมีให้แตะเลย เค้าบอกว่าฟรีครับ (ชอบมาก…ชายหนุ่มคนนี้อ่ะ…เอ้ย…ค่ารถฟรีต่างหาก) พอสุดสายพ่อหนุ่มผู้ใจดีก็เดินไปถามพนักงานขับรถอีกครั้งว่า Sky City อยู่ที่นี่ใช่ไหม เมื่อแน่ใจแล้วก็พากันลงและกล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับ…ขอบคุณครับ-ค่ะอีกครั้ง

มาคราวหน้าจะมาซื้อเสื้อกันหนาวที่นี่ล่ะ Sky City…

พอลงรถมาก็จะตรงกับป้ายรถหมายเลข 5 หน้า เมื่อเข้าประตูก็จะมี Outlet อยู่ด้านซ้ายมือ พากันเดินเข้าไปสำรวจสินค้ามากมายโดยเฉพาะเสื้อกันหนาวเยอะมากๆ และมีมากมายหลายแบบให้เลือก ราคาก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับการไปเดินเลือกซื้อที่บ้านเรา มีทั้งของคุณผู้ชาย คุณผู้หญิง เด็ก

นอกเหนือไปจากเสื้อกันหนาว ก็จะมีทุกอย่างเหมือนห้างสรรพสินค้ารองเท้าบูท ถุงมือ ผ้าพันคอ ลองจอน และอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของโรงหนัง CJ CEV โรงหนังสามมิติ Food Court เราเดินกันไปเรื่อยเปื่อยมัวแต่ตื่นตาตื่นใจจนลืมหิวไปชั่วขณะ พากันเดินไปที่ชั้น 2 จะมีร้านอาหารเกาหลีในซอกทางเดินไปโรงหนังอยู่หลายร้านตั้งแต่ราคาย่อมๆ จนถึงระดับภัตตาคารทีเดียว มีร้านอาหารให้เลือกทานกันเยอะกว่าในส่วน Domestic

เราพากันเดินเลือกร้านอาหารสักพักก็ใช้หลักเหมือนเดิมคือ 2ร นั่นคือ ราคาและรูป ก็ป๊ะเข้าให้กับร้านหนึ่ง เดินเข้าไปเลือกที่นั่งเสร็จ คุณผู้หญิงก็มารับรายการอาหารทีนี้ไม่มีเมนู เอาไงล่ะทีนี้ พี่ช้างก็เลยพาคุณผู้หญิงไปที่ป้ายหน้าร้านและชี้ไปที่ Roast Beef Meat ราคา 5,000 won ไม่นานักอาหารก็มาวางพร้อมหน้า

อาหารที่สั่งเป็นหม้อไฟพอน้ำเดือดคุณพี่ผู้หญิงก็มาเปิดฝาหม้อและเอากรรไกรตัดส่วนประกอบต่างๆ เช่น เนื้อวัว เห็ดเข็มทอง และผักต่างๆ ให้เป็นชิ้นพอดีคำ เพื่อสะดวกในการรับประทาน พร้อมอธิบายเครื่องเคียงแต่ละอย่างว่าเรียกว่าอะไรบ้าง ขอสารภาพว่าหิวจนหูดับ เค้าบอกอะไรมาจำไม่ได้สักกะอย่างเลย แหะๆๆ แต่คราวนี้ไม่ลืมที่จะถ่ายรูปก่อนล่ะจ้ะ ทานกันจนอิ่มอร่อยมากๆ หมดไป 10,000 won และเหมือนเดิมก่อนออกจากร้านก็กดกาแฟฟรีอีกคนละ 1 แก้ว และพากันเดินเล่นพักใหญ่ แอบเห็นว่ากำลังก่อสร้างห้าง Lotte ใหญ่โตเหมือนกันอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนด้วย

ช่องจอดรถหมายเลข 8 ไม่ใช่เลขรถหมายเลข 8 เน้อ

แล้วก็เดินทางกลับมายัง Domestic กันโดยย้อนทางเดิมออกรอรถสีเหลืองช่องหมายเลข 5 หน้าอาคาร International และไปลงที่จอดรถช่องหมายเลข 8 หน้าอาคาร Domestic สุดสาย มาถึงก็ประมาณ 16.30 น. ลองขึ้นไปถามเจ้าหน้าที่ว่า Check in ได้หรือยัง เพราะเห็นตารางขึ้นไฟลท์บินแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าได้แล้ว ก็เลยพากันลงมารับกระเป๋าและขึ้นไปเช็คอิน ก็เหมือนเดิมเช็คพร้อมกัน

สำหรับสายการบินนี้น้ำหนักฟรีคนละ 15 กก. เช็คพร้อมกัน 2 ใบ 28.5 กก. ก็ผ่านเรียบร้อยไปด้วยดี ก็พากันเข้าไปนั่งรอที่ Gate 1 ชั้น 4 ดูขนาดเครื่องแล้วเล็กจังนะ แอบหวั่นๆ เพราะมองไปที่ท้องฟ้ามันครึ้มๆ เมฆมากอยู่ แต่ปรากฏว่านักบินเก่งมากๆ ขึ้นลงนุ่มนวลดี และมีบริการที่น่ารักด้วยรอยยิ้มและความช่วยเหลือจากแอร์โฮสเตสพร้อมเสิร์ฟน้ำส้มอร่อยๆ อีกคนละ 1 แก้ว

ขอบอกว่าประทับใจกับสายการบินนี้จัง และครั้งหน้าก็ไม่พลาดที่ใช้บริการกับสายการบินนี้อีกแน่นอน Eastar Jet อ้อ ตอนแรกก็อ่านไม่ค่อยถูกนัก เลยถามพนักงานตอนที่เช็คอินว่าสายการบินนี้อ่านว่าอะไรเหรอ เจ้าหน้าที่บอกว่า อี เอ สตาร์ เจ็ท ล่ะจ้า สายการบินนี้จะมีโปรโมชั่นบินจากกิมโปไปเกาะเชจู ด้วยราคาก่อนรวมภาษีและอื่นๆ อยู่ที่คนละ 19,900 won ลองแวะเข้าไปดูได้ที่ www.eastarjet.com

นัดพบที่หน้า ICC Cheju ???

เรามาถึงสนามบินเชจู และเดินออกจากประตูไปเลี้ยวซ้ายนิดนึงก็จะเจอกับรถแอร์พอร์ตลีมูซีนหมายเลข 600 ที่จะนำเราไปสู่ ICC Cheju สอบถามพนักงานขับรถเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง คุณลุงพนักงานขับรถพยักหน้าโอเคๆ เราก็พากันโหลดกระเป๋าเข้าท้องรถแล้วขึ้นไปนั่งรอสักพักรถก็ออกจากสนามบินสักประมาณ 20.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาทีก็ถึง Seogwipo ซึ่งจะเป็นบริเวณส่วนใต้ของเกาะเชจู รถจะวนส่งผู้โดยสารตามโรงแรมใหญ่ๆ หน้าโรงแรมกันทีเดียว เท่าที่พอจำได้ก็จะมีโรงแรม HyattLotte, Kal และ Shilla

ในที่สุดรถก็ถึงที่หมาย ICC Cheju คุณลุงพนักงานขับรถก็จอดรถ ตะโกนบอกพร้อมลงไปช่วยเอากระเป๋าลงให้ พอเราลงไปก็ยืนงงๆ เซ่อๆ จนกระทั่งรถออกไปแล้ว ก็เฮ้ย…มันทั้งมืดทั้งเงียบ จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้เราได้อีเมล์ยืนยันห้องกับโรงแรมพร้อมขอคำแนะนำในการเดินทางไปยังโรงแรม ก็ได้รับคำตอบว่าให้เดินทางได้ทั้งแบบนั่ง Taxi มาจากสนามบินเลยใช้เวลา 40 นาที และแบบนั่งรถแอร์พอร์ตลีมูซีน 50 นาทีเพื่อมาต่อ Shuttle Bus ของโรงแรมอีก 10 นาที เราเลือกแบบหลัง (และในวันต่อมาเราก็ยิ่งมั่นใจว่าเราเลือกถูกแล้ว…โปรดติดตามตอนต่อไป)

ทีนี้ปัญหาก็คือเรามารอแล้วไหนล่ะ Shuttle Bus ของโรงแรมในอีเมล์ก็แจ้งด้วยนะว่าไฟลท์เราจะมาถึงกี่โมง เอาเหอะเดี๋ยวคงมาคิดปลอบใจกันไป หนาวก็หนาวมากๆ ความวิตกเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีรถผ่านไปมาค่อนข้างน้อย มี Taxi ผ่านมาก็มีผู้โดยสาร ยืนงงๆ กันสักพักใหญ่ๆ ก็มีรถบัสประจำทางมาจอดเลยป้ายไปนิดเดียว คุณลุงพนักงานคนขับลงรถมา เรารีบเดินไปหาอย่างมีความหวัง แล้วก็คุยกับคุณลงโดยยื่นเอกสารให้ดูว่าเราต้องการไปโรงแรม Travellers Hotel Jeju คุณลุงก็บอกว่าทำไมไม่โทรไปล่ะ เราก็บอกว่าเราไม่มีมือถือ (ไม่ได้เอามือถือไปเพราะไม่อยากเปิดโรมมิ่งกลัวค่าโทรศัพท์แพงมากๆ) จะหาตู้โทรศัพท์ก็ไม่มี แค่นั้นแหล่ะคุณลุงก็รีบควักมือถือโทรหาโรงแรมให้ทันที

เมื่อคุยเสร็จสรรพคุณลุงก็บอกว่าโรงแรมเรียกแท็กซี่มารับแล้ว เรากล่าวขอบคุณคุณลุงและโค้งคำนับในน้ำใจมากๆ ที่อุตส่าห์จอดรถลงมาถามไถ่แล้วคุณลุงผู้ใจดีก็ขับรถจากไป และเราอยากจะขอขอบคุณอีกครั้งค่ะ-ครับ

ในที่สุดก็ได้ Check in ที่ Travellers Hotel Jeju สักที

พากันเข้าไปหลบความหนาวในป้ายรถเมล์แทบจะมุดตามซอกหลืบให้อุ่นที่สุด ผ่านไป 10 นาทีเงียบกริบ ทั้งๆ ที่ผ่านมาเริ่มมีรถแท็กซี่จอดถามอยู่เป็นช่วงๆ สัก 2-3 คัน เอ้าน่ะรออีก 10 นาที จนในที่สุดหนาวจนทนไม่ไหวแล้ว มีแท็กซี่อีกคันมาจอด พี่ช้างก็เลยถามว่าใช่โรงแรม Travellers Hotel Jeju ให้มารับไหม คุณลุงแท็กซี่บอกว่าไม่ใช่ เราก็เลยตัดสินใจไปล่ะ ไม่ไหวแล้วทั้งหนาวทั้งหิว พากันขึ้นรถและส่งกระดาษที่พิมพ์มามีที่อยู่ของ Travellers Hotel Jeju ให้คุณลุงดู เค้าดูตั้งสองรอบจนเราเริ่มไม่แน่ใจ

ระหว่างนั่งรถมองดูถนนหนทางทั้งมืดทั้งเปลี่ยวขับขึ้นเขาไปอีกต่างหาก อ้าว…ในเว็บไซต์ www.ebookers.ch ที่เราจองโรงแรมปักหมุดไว้ว่าอยู่ใน Downtown ของ Seogwipo ไงล่ะ ทำไมขึ้นเขาและเปลี่ยวขนาดนี้นะ ก่อนมานี่ก็เกิดการยกเลิก Booking ไป 2 รายการแล้วนะ เพราะปักหมุดแผนที่มั่วๆ แล้วเราเช็คเจอ เอาล่ะสิหวั่นๆ หวาดๆ แต่ในที่สุดก็มาถึง Travellers Hotel Jeju จนได้หมดค่ารถไป 5,800 won

เราพากันเดินเข้าไป Check in เค้าบอกรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งเรื่องของชาและกาแฟสำเร็จรูปที่จัดให้วันละ 2 ซอง น้ำแร่ 2 ขวดและเครื่องใช้ในห้องน้ำ ที่จะจัดให้เฉพาะวันแรกเท่านั้น สำหรับวันอื่นๆ จะจัดเตียงให้อย่างเดียวเท่านั้น เราก็เลยเข้าใจแล้วว่าทำไมที่โรงแรม Hotel Charis ถึงได้ไม่ให้อะไรเราเลยในวันที่ 3 แหม..แปลกดีเนอะหรือว่าไม่แปลก สอบถามเกี่ยวกับรถ Shuttle Bus ของโรงแรมบ้าง (คาใจ) เจ้าหน้าที่ส่งตารางรถมาให้ดูคันสุดท้ายออกจาก ICC Cheju 18.00 น. เพื่อมาที่โรงแรม เราก็เฮ้ย แล้วทำไมไม่บอกในอีเมล์ว่าไม่มีรถ Shuttle Bus ของโรงแรมบริการในไฟลท์ที่เรามาล่ะ รวมไปทั้งไหนล่ะรถแท็กซี่ที่โรงแรมบอกว่าจะเรียกให้ไปรับน่ะรอเป็น 20 นาทีก็ไม่เห็น

อยากจะเคืองอยากจะต่อว่า แต่ก็หมดไปก่อนหน้านี้แล้วเพราะก่อนหน้านี้สองหนุ่มน้อยที่เราทำการ Check in ด้วย พยายามช่วยเหลือเราเต็มที่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่เราจะไปกันในวันพรุ่งนี้ แถมยังบอกว่าพรุ่งนี้จะจัดรถเที่ยวเช้าไปส่งเราที่ Teddy Bear Museum อีกต่างหาก เราก็เลยข้ามไปช่างเถอะ…อย่างไรซะเราก็มาถึงอย่างปลอดภัยแล้วนี่หน่า

คุณป้า…ทุบเพราะเอ็นดูหนูเข้าใจ

พอขึ้นไปเก็บข้าวของก็ประมาณ 22.30 น. ความหิวเริ่มกระหน่ำทั้งวันได้ทานข้าวก็ตอนเกือบบ่าย 3 โน่นมื้อเดียวเอง ก่อนหน้านี้จะขอสั่งอาหารทานในห้องอาหารของโรงแรมเค้าก็แจ้งว่าห้องอาหารปิดไปแล้วตั้งแต่ตอน 3 ทุ่ม หลังจากเก็บข้าวของแล้วก็พากันลงไปสอบถามว่าจะหาอะไรทานได้ที่ไหนบ้าง น้องเจ้าหน้าที่ก็โทรตามแท็กซี่ให้ พร้อมเขียนชื่อร้านอาหารเป็นภาษาเกาหลีให้บอกให้ยื่นให้แท็กซี่ได้เลย เดี๋ยวเค้าจะพาไปที่ Jungmun Downtown นั่งรถลงมาจากเขาได้ไม่น่าจะเกิน 10 นาทีก็มาถึงที่หมายแอบมองมิเตอร์ 5,500 won แต่พอรถจอดปุ๊บทำไมนะกลายเป็น 6,600 won ซะงั้น ปลอบใจตัวเอง เราคงตาลายเพราะความหิวมั้ง

พอลงรถเราไม่ยอมเข้าร้านอาหารที่คุณพี่แท็กซี่ชี้ให้หรอก เราแกล้งเดินเล่นกันไปก่อน เพื่อมองหาร้านที่มี 2ร. (รูป+ราคา) เหมือนเดิม และเพื่อประกันความคุ้มค่าเราพากันเพิ่มอีก 1ค. คือคนเยอะเข้าไว้ และในที่สุดเราก็ได้ร้านหนึ่งสมใจ เพราะนอกจากนี้ร้านนี้ยังมีป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนราละเอียดของอาหารแต่ละอย่างด้วยว่าประกอบด้วยอะไรบ้างเป็นภาษาอังกฤษ และราคาไม่แพงจ้า หมดไปคนละ 5,000 won ก็อิ่มแปล้แล้ว

ขณะกำลังจะจ่ายเงินคุณป้าเจ้าของร้านแอบชะโงกมองที่โต๊ะและทำหน้าผิดหวังเล็กน้อยว่าทำไมทานกันไม่หมด ไม่อร่อยหรือไร จริงๆ แล้วอร่อยมากนะ แต่เพราะเหนื่อยมากเลยทานกันไม่หมด น้องลิงก็เลยทำท่าตบท้องเบาๆ 3 ที เป็นเชิงบอกว่าอิ่มมากๆ ค่ะ คุณป้าเลยยิ้มออกหัวเราะเบาๆ และตบหลังน้องลิงอึกๆ 3 ที (มือหนักนะคะคุณป้า…แฮ่) เห็นไหมอีกแล้วไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ ให้ลึกซึ้ง เปิดใจเข้าไว้ ภาษาไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยจริงๆ นะ

พอจ่ายเงินเรียบร้อยก็กดกาแฟร้อนกินฟรีแก้หนาวเหมือนเคย แต่กดเท่าไหร่กี่ปุ่มๆ ก็ไม่มีกาแฟออกจาก จนเครื่องร้องปี๊ดๆๆๆ ลำบากคุณป้าต้องออกมาจากหลังร้านพร้อมน้ำเปล่าหนึ่งเหยือกเพื่อมาเติมใส่เครื่อง แล้วก็พูดภาษาเกาหลีแปลทางโทรจิตว่า น้ำหมดรอสักแป๊บนะคะ รอสักแป๊บก็ได้กาแฟร้อนหอมกรุ่นแก้หนาวระหว่างรอแท็กซี่กลับโรงแรม ก่อนจากก็กล่าวขอบคุณพร้อมโค้งคำนับคุณป้า

ออกมายืนรอรถแท็กซี่หนาวมากๆ แถวนี้ก็คึกคักพอควรมีซุปเปอร์มาเก็ตและร้านอาหารหลายร้านเปิดให้บริการทั้งๆ ที่เวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว สักพักก็ได้แท็กซี่นั่งกลับโรงแรมคราวนี้เรายื่นนามบัตรของโรงแรมให้เลยสักพักก็ถึงโรงแรมด้วยราคา 5,600 won สรุปว่าตอนขาลงจากเขาเราตาฝาดหรือเปล่าก็ไม่รู้เนอะ กลับที่พักนอนพักผ่อนก่อนล่ะจ้าวันนี้เข้าข่ายผจญภัยได้บริหารหัวใจให้เต้นตุ้บๆตั้บๆ กันพอควร แล้วพรุ่งนี้ล่ะจะเป็นอย่างไรหนอ….