ตอนที่ 8 Hwaseong Fortress – Everland

วันนี้เราเริ่มออกเดินทางจากโรงแรม Hotel Charis Incheon ประมาณ 9.30 น. โดยมีจุดมุ่งหมายแรกคือ เมืองซูวอน วิธีการเดินทางของเราเริ่มจากสถานี Jakjeon ไปลงที่สถานี Bupyeong เพื่อ Transfer ไปยัง Subway Line 1 (สีน้ำเงิน) เพื่อไปลงสถานี Guro และต่อรถไฟโดยเดินขึ้นด้านบนเพื่อไปลงยังสถานี Suwon (Subway จะอยู่ใต้ดิน สำหรับรถไฟที่จะออกไปนอกเมืองจะอยู่ด้านบนของสถานีที่เป็นจุด Transfer)

เราเข้าใจว่าชาวเกาหลีมีน้ำใจเสมอแม้ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจเราเท่าไหร่

ด้วยความที่ยังงงๆ อยู่กับการใช้ Subway และการต่อรถไฟและรถบัส ยังจับหลักอะไรไม่ได้เลย หลักๆ ที่ผ่านรอดมาได้ 2 วันก็อาศัยถามเอาลูกเดียว วันนี้ก็ยังคงงงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เรื่องของเรื่องระหว่าที่เรานั่งรถ Subway Line 1 (สีน้ำเงิน) เพื่อไปลงสถานี Guro ก็ใช้วิธีนับสถานีเอาจากแผนที่ว่าจอด 12 ครั้งค่อยลง (คิดไปได้ไงเนี่ย)

ทีนี้ที่ผ่านมาจำนวนน้อยๆ พอไหว ความแก่บวกกับความเพลินมองโน่นมองนี่ไปเรื่อย เอาแล้วสินับไปถึงไหนแล้วล่ะเนี่ย พยายามฟังทั้งภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษที่จะมีประกาศตลอดก่อนถึงรถจะจอดยังสถานีก็ฟังไม่กระดิกหูเลยเรา ก็ได้แต่ล่อกแล่กๆ มองซ้ายทีขวาหน ชักเริ่มนานแล้วนะ เลยหรือยังล่ะเนี่ย

น้องลิงก็บอกพี่ช้างว่าคอยฟังและคอยดูด้วยนะ เราจะลงสถาน Guro กันนะ กำชับแล้วกำชับอีกกลัวจะเลย ทีนี้ข้างๆ ที่น้องลิงนั่งอยู่จะมีคุณยายกับหลานสาววัย 3 ขวบนั่งอยู่ ตลอดทางที่นั่งมาเกือบ 12 สถานี คุณยายไม่หันมาทางน้องลิงที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือของแกเลย น้องลิงยังแอบคิดๆ ว่า สงสัยกลัวเราถาม 55555

แต่พอรถกำลังจะจอดสถานีหนึ่งเราก็แว่วๆ เสียงประกาศในรถว่าเป็นสถานี Guro แต่ก็ไม่แน่ใจ เลิ่กลั่กๆ คุยกันเองว่าใช่ Guro ไหมนะ กำลังทำท่าจะลุกดีไม่ลุกดี รถก็กำลังจะจอดแล้วนะ

จู่ๆ คุณยายท่านนั้นก็หันมาที่เราแล้วพูดสั้นๆ พร้อมพยักหน้าว่า “Guro Guro” เราดีใจกันใหญ่กล่าวขอบคุณพร้อมโค้งคำนับคุณยาย พร้อมรีบผละลงจากรถ และคุยกันว่าเห็นไหมล่ะ ชาวเกาหลีเค้าจะดูเฉยๆ นิ่งๆ แต่จริงๆ แล้วเค้าใส่ใจเราดีออกเนาะ…ขอขอบคุณคุณยายท่านนั้นอีกครั้งนะคะ-ครับ

น้ำใจเด้ง 2 สองสามีภรรยาต้องมาหนาว???

พอถึงสถานี Suwon เราจะไปที่ Paldalmun เพื่อตามล่าหาไก่ทอด ตามได้ที่ศึกษาหาข้อมูลการท่องเที่ยวจากเว็บไซต์และมีโอกาสได้อ่านการรีวิวจากหลายๆ เว็บรวมไปถึงรีวิวในห้อง Blue Planet ของเว็บดังอย่างเว็บไซต์ www.pantip.com ได้แนะนำถึงร้านไก่ทอดร้านหนึ่งไว้ (ต้องขออภัยจริงๆ นะคะที่จำลิ้งค์รีวิวนั้นไม่ได้)

ทีนี้วิธีไป Paldalmun ต้องออกทางออกที่ 1 ของสถานีเพื่อไปต่อรถบัสสาย 66 เราเดินหากันจนทั่วก็ไม่เจอ และเราจะไม่ยอมแตะบัตร T Money ออกแน่ๆ หากไม่แน่ใจ

เราพากันเดินขึ้นเดินลงอยู่หลายรอบ สุดท้ายเดินขึ้นบันไดเลื่อนตามคุณสามีภรรยาคู่หนึ่งขึ้นไปด้านบนที่เป็นส่วนของสถานีรถไฟ เพื่อถามทางเราก็ยื่นคู่มือให้ดูว่าเราจะไปที่ป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress)

คุณผู้ชายพูดภาษาอังกฤษว่าต้องไปลงที่ Paldalmun นะ พี่ช้างบอกว่าใช่แล้ว แต่หาทางออกไม่เจอแล้วต้องต่อรถสายอะไรอย่างไร เค้าก็บอกให้ลองโทรไปที่เบอร์ในคู่มือนี้สิ พี่ช้างก็บอกว่าไม่มีมือถือล่ะครับ

เท่านั้นแหล่ะเค้าควักมือถือออกมาโทรถามให้ทันทีโดยไม่มีรีรอ พร้อมเขียนคำว่า Pladalmun เป็นภาษาอังกฤษและเกาหลีให้เรา พร้อมบอกให้เราออกทางออกที่ 4 แล้วไปถามที่ Tourist Information ที่อยู่ทางซ้ายมือของทางออกได้เลย เค้าจะแนะนำรายละเอียดเพิ่มเติมให้ทั้งหมด สุดท้ายเราก็กล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับคุณสามีภรรยาคู่นั้น

ระหว่างที่กำลังสนทนานั่นเอง รถไฟมาจอดจนออกจากสถานีไป 1 คัน จนทำให้เค้าทั้งสองต้องยืนรอรถไฟคันใหม่ที่ค่อนข้างจะใช้เวลานานท่ามกลางความหนาวสุดๆ ต่อไป ต้องขอกล่าวคำขอโทษและขอขอบคุณคุณสามีภรรยาคู่นี้อีกครั้งนะคะ-ครับ

เราปฏิบัติตามคำบอกของคุณผู้ชายอย่างเคร่งครัดเพราะกลัวจะหลงและมาที่ Tourist Information ติดต่อเจ้าหน้าที่ก็ได้รับแผ่นกระดาษขนาดเล็กกว่านามบัตรเล็กน้อยพิมพ์คำว่า Pladalmun เป็นภาษาอังกฤษและเกาหลีและสายรถไว้ และเจ้าหน้าที่บอกให้เรายื่นแผ่นนี้ให้พนักงานขับรถดู

เราก็เลือกขึ้นรถสาย 11 นั่งไปไม่เกิน 5 นาที ก็เห็นวงเวียนแห่งหนึ่งและมีอาคารแบบโบราณอยู่กลางวงเวียน รถจะจอดก่อนจะวนรอบวงเวียน ก่อนที่เราจะลงพร้อมผู้โดยสารอีกหลายคน พี่ช้างเดินไปถามพนักงานขับรถอีกครั้งเพื่อความแน่ใจก่อนก้าวลงตามๆ กันไป

คุณลุงจะไม่ห่วงและหวงของหน่อยหรือคะ???

เราลงรถเสร็จก็เดินเข้ามาในซอยตรงที่รถจอดนั่นแหล่ะ พยายามเดินมองหาซอยย่อยที่มีโบสถ์ตามรูปที่เราพิมพ์มาจากรีวิว (ด้วยความอยากกินไก่ทอดมากๆ เลยพิมพ์รูปมาด้วยเอาไว้ถามทางหาร้านต้องขอบคุณเจ้าของรูปมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ-ครับ)

เดินเข้าไปในซอยย่อยนั้นสักพักเริ่มไม่แน่ใจเพราะมองไปไกลๆ ก็ไม่เห็นวี่แววหน้าร้านเหมือนในรูปเลย พากันเดินย้อนกลับมาที่ปากทาง พี่ช้างเดินไปถามทางคุณป้า 2 ท่านที่กำลังนั่งขายพวกพริก

น้องช้างให้รู้สึกแปลกใจทำไมเวลาพี่ช้างเลือกถามทางทีไร ต้องเป็นคุณลุงคุณป้าทุกทีสิน่า แล้วก็ตามคลาดคุณป้าท่านแรกอายม้วนต้วนยิ้มอย่างเดียวไม่ยอมพูดอะไร

ส่วนคุณป้าอีกท่านก็นั่งคอแข็งและเริ่มอายม้วนต้วนไปยิ้มไปทันทีที่พี่ช้างหันมาถามหลังจากที่ถามคุณป้าท่านแรกแล้วไม่ประสบผล น้องลิงก็ยืนให้กำลังใจอมยิ้มอย่างเดียวล่ะ

สุดท้ายพี่ช้างเดินมาถามคุณลุงที่มีรถเข็นขายสินค้าจำพวกหมวกถุงมืออยู่กลางปากซอยใกล้ๆ กัน โดยยื่นรูปให้ดูเหมือนเดิม คุณลุงทำท่าเข้าใจแต่ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรดี เลยพยักเหมือนบอกว่าตามลุงมานี่ แล้วก็พาเดินย้อนกลับมา แล้วขี้เข้าไปในซอย

เรากล่าวคำขอบคุณและโค้งคำนับเช่นเคย เดินมาเราก็คุยกันว่าเออนะ คุณลุงเค้าไม่ห่วงของเลยนะ เราซะอีกแอบหวงห่วงของแทนคุณลุงซะงั้น เราเดินเข้ามาสักระยะความไม่แน่ใจ (อีกแล้ว) พี่ช้างเลยผลุบเข้าไปถามในร้านคล้ายๆ โรงพิมพ์เล็กฝั่งซ้ายมือเพื่อความแน่ใจ

เมื่อเค้ายืนยันตามเดิมเราก็พากันเดินต่อแค่ไม่ถึง 50 เมตรจากหน้าปากซอยก็ถึงแล้ว แต่เดี๋ยวก่อนร้านปิด!!! มีกระดาษติดไว้เป็นภาษาเกาหลี เห็นตัวเขวันที่คาดการณ์ว่าน่าจะเปิดอีกทีวันพรุ่งนี้ 4 ม.ค. 54

ร้านเหลืองหยุด ต้องลองไก่ร้านแดงแทนแล้วสิเรา

ร้านตามที่แนะนำในรีวิวจะมีป้ายสีเหลืองและมีรูปไก่น่ารักๆ ต่อไปเราจะเรียกว่า “ร้านเหลือง” ส่วนอีกร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมีป้ายสีแดง เราก็เรียกว่า “ร้านแดง”

ทำอย่างไรต่อล่ะทีนี้ แล้วร้านแดงนี่จะอร่อยไหม มองๆ ลังเลสักพัก ก็ตัดสินใจเข้าไป อือหือแขกก็มาทานกันเยอะเหมือนกันนะ และเห็นหน้าร้านมีรถมอเตอร์ไซด์แบบ Delivery จอดอยู่ด้วยนะ เดินเข้าไปเห็นพนักงานหลายคนกำลังแพ็คไชเท้าดองที่หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าพอคำใส่ถุงอยู่หลายร้อยถุง ต้องอร่อยแน่ๆ

เมื่อเลือกได้ที่นั่งถูกใจ ก็สั่งเลยล่ะ “ ทลัคที้กี่ม (Dalgtwigim, 닭튀김 – ไก่ทอด (Deep-fried chicken)) ” กับโคล่า 2 ขวด ระหว่างรอด้วยความหิวจัดซัดกันซะเครื่องเคียงประเภทแป้งทอดกรอบๆ กับไชเท้าดองแทบหมดจาน

น้องพนักงานที่มาเสิร์ฟก็แอบมองเป็นระยะๆ แล้วก็ถามว่ามาจากไหนคะ พี่ช้างก็บอกว่า “แทกุก Thailand” น้องเค้าทำท่าเข้าใจและยิ้มแย้มแจ่มใสดี ตอนเสิร์ฟก็คอยบอกว่าน้ำจิ้มอยู่ตรงนี้ ได้ไก่ทอดจานโตมา 1 จาน, กึ๋นไก่ทอด 1 จาน และเท้าไก่ทอดอีก 1 จาน ลุยกันเฉยเลยด้วยความหิวนี่ก็ปาไปเกือบบ่าย 2 โมงแล้ว มานึกขึ้นได้อีกทีไก่เกือบหมดจาน

อ้าว…ไม่ได้ถ่ายรูปอีกแล้ว ก็เลยแอบเล็งกล้องพยายามให้ติดไก่แบบเต็มจานไปที่โต๊ะอื่นแทน อร่อยมากๆ ขอบอกเนื้อไก่ชิ้นใหญ่เนื้อเยอะ แป้งไม่เยอะ ไม่เลี่ยนและไชเท้าดองก็รสจัดดีจัง หมดไปค่าไก่ทอด 13,000 Won โค้ก ขวดละ 1,000 Won รวมแล้ว 15,000 Won แอบบ่นในใจอ่านมาร้านเหลืองแค่ 10,000 won ไม่ใช่เหรอ

ตอนออกระหว่างใส่รองเท้าบูทแบบไม่ถนัดยักแย่ยักยัน พนักงานที่ร้านก็ชวนคุยว่ามาจากไหน พี่ช้างก็บอกว่า “แทกุก” เค้าทำท่างงเล็กน้อย จนน้องที่เสิร์ฟอาหารให้ตะโกนเป็นภาษาเกาหลีมาอีกฟาก เค้าก็เลยพูดเกาหลีแปลโดยโทรจิต (อีกแล้ว) ว่า อ๋อ “แท่กุก” ถ้า “แทกุก” มันอยู่ตรงโน้นแล้วทำท่าชี้ไม้ชี้มือที่คาดว่าน่าจะเป็นทิศทางไป “แทกุก” แล้วก็หัวเราะกันคื้นเครงสนุกสนาน

ก่อนออกจากก็กล่าวอำลากันพร้อมโบมือบ๊ายบาย อ่อ…ไม่ลืมกดกาแฟฟรีดื่มแก้หนาวระหว่างเดินทางไปยังป้ายรถเมล์เพื่อหาทางไปป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress) กันต่อไป

แท่กุก…แทกุก???

คำว่า “แทกุก” ที่พี่ช้างมักพูดติดปากในตอนแรกนั้น เป็นการเรียนแบบ Shortcut จากบนเครื่องบินโดย Mr. Scott เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Tae Gook” เราก็อ่านกันเอาเองว่า “แทกุก” แปลว่า คนไทย หากอ่านให้ถูกแล้วต้องอ่านว่า “แท่กุก”

แต่ก็ต้องขอขอบคุณ Mr. Scott อีกครั้งที่ช่วยให้เราได้ใช้ภาษาเกาหลีเพื่อการสื่อสารมาตลอดหลายวันและวันนี้นอกจากคำว่า “Tae Gook” แล้วเรามีโอกาสได้ใช้อีกประโยคที่มีความจำเป็นไม่แพ้กันเลย

เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อเราเดินออกจากร้านจนมาถึงป้ายรถบัส พี่ช้างโดนข้าศึกหนักโจมตีเข้าให้ พยายามเดินย้อนกลับไปทางที่นั่งรถมาเพื่อหาห้องน้ำ มองไปฝั่งตรงข้ามก็เห็นห้างสรรพสินค้าหรือเปล่าไม่แน่ใจ เพราะร้านแถวๆ นี้ค่อนข้างใหญ่โตและดูเหมือนจะเป็นห้างสรรพสินค้าไปซะแทบทุกร้าน

สุดท้ายเหลือบไปเห็นสถานีตำรวจตั้งอยู่ใกล้ๆ อูย…ไม่ไหวแล้วสถานีตำรวจนี่แหล่ะ พี่ช้างเข้าไปแล้วเราก็เลยยืนรออยู่ข้างนอก สักพักก็มีตำรวจหญิงหน้าตาใจดีมาตามให้เราเข้าไปหลบหนาวข้างใน เดินเข้าไปมีนายตำรวจหลายนายอยู่อมยิ้มกันเล็กๆ เราก็เลยหัวเราะแก้เก้อ นั่งรอสักพักพี่ช้างก็ออกมา กล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับและออกจากสถานีตำรวจ

น้องลิงก็เลยถามพี่ช้างว่าแล้วพี่บอกกับคุณตำรวจยังงัย พี่ช้างบอกว่าก็เอากระดาษที่ Mr.Scott เขียนให้หน่ะแหล่ะยื่นเลย ในนั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษไว้ว่า “Kwa Jang Sil” และพี่ช้างเขียนกำกับเป็นภาษาอังกฤษไว้ว่า Bathroom

พี่ช้างบอกว่าพอยื่นให้คุณตำรวจหญิงก็อ่านเสียงดังและทำท่าต๊กกะใจเล็กน้อย ว่านี่เธอจะมาขออาบน้ำในสถานีตำรวจเนี่ยนะ พอคุณตำรวจหญิงเพ่งดูอีกทีก็ทำท่าเข้าใจและพาไปที่หน้าประตูห้องสุขาทีเดียว

เรื่องของเรื่องคือ อาจารย์ Mr. Scott น่ะสอนถูกแล้ว แต่ลูกศิษย์นี่สิเขียนภาษาอังกฤษกำกับผิดเองจริงๆ แล้วแปลว่า Toilet ต่างหากเล่า ก็เลยไปขำกันไปทั้งสถานีตำรวจเลยงานนี้

ต้องมาซ่อมป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress)

หลังจากจัดการกับข้าศึกที่สถานีตำรวจเรียบร้อยแล้วก็พากันเดินย้อนตรงไปยังวงเวียน เมื่อไปถึงก็ถ่ายรูปใหญ่เลย คิดว่าสถานที่ที่อยู่ตรงกลางวงเวียนและกำลังปิดซ่อมอยู่เนี่ยคือ ป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress) คิดในใจว่าเนี่ยนะป้อมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1997 ทำไมเล็กจังแค่วงเวียนเดียวเอง

แต่ก็มากระจ่างว่าไม่ใช่นะ ไม่ใช่ที่มันยังไม่ถึงต่างๆ ที่นี่แค่น้ำจิ้มจริงๆ แล้วต้องเข้าไปอีก ที่มารู้ทีหลังก็ตอนขากลับจากเอเวอร์แลนด์ (Everland) นั่นแหล่ะ นั่งรถผ่านพอดีเลยรู้ว่าไม่ใช่แล้วเราต้องมาซ่อมที่นี่ให้ได้ก่อนบินกลับบ้านเรา

ป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress) ถูกสร้างด้วยหินและอิฐโดยพระดำริของจองโจ กษัตริย์องค์ที่ 22 แห่งอาณาจักรโชซอน ใช้ระยะเวลาในการสร้างถึง 2 ปี เพื่อเป็นเกียรติต่อบิดาคือ ซาโดเซจา องค์รัชทายาทของอาณาจักรที่ล่วงลับก่อนจะได้ขึ้นครองราชย์ เป็นอนุสรณ์แสดงความเคารพบูชานอกเหนือไปจากการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ราชวงศ์

นอกจากสามารถเดินเล่นเยี่ยมชมป้อมแล้วในทุกวันอาทิตย์ของเดือนมีนาคม-พฤศจิกายน เวลาประมาณ 14.00 น. จะมีพิธีผลัดเปลี่ยนทหารรักษาพระองค์ และขบวนพระราชพิธีเยี่ยมสุสานของพระเจ้าจองโจ ที่มีมาตั้งแต่ปี 1789 เป็นพิธีเยี่ยมชมสุสานที่เคยจัดขึ้นทุกปีในเดือนมกราคม หรือกุมภาพันธ์

ขบวนพิธีมีจำนวนคนมากกว่า 3,000 คน โดยร่วมกับข้าราชบริพาร รวมไปถึงพิธีในวโรกาสต่างๆ พร้อมกับเป็นโอกาสในการพบปะเพื่อรับฟังสารทุกข์สุกดิบจากประชาชน

ในช่วงเดือนตุลาคมจะมีเทศกาลวัฒธนธรรมฮวาซอง และในปี 2009 ได้มีการจัดขบวนกว่า 200 คน เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเข้าร่วมในขบวนพิธีอันสำคัญนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน (ยกเว้นกรณีที่มีฝนตก) ณ เวทีที่ลานหน้าพระราชวังเล็กฮวาซอง เฮงกุง ติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทร 031-228-2622 ศาลากลางซูวอน

นายเจ็บ…ฉันสิเจ็บกว่า

หลังจากที่พากันถ่ายรูปแค่ 2-3 แชะๆ ด้วยความเข้าใจผิดคิดไปเองบริเวณวงเวียน ดูเวลาประมาณ 15.40 น. ได้แล้ว ทีนี้เราต้องรีบเร่งกว่านี้เพื่อไปยังเอเวอร์แลนด์ (Everland) ตามที่หาข้อมูลมาปิดเวลา 22.00 น. เรากะกันว่าจะเที่ยวกันยันเกือบเลิกเลยทีเดียว

ที่นี้ไปอย่างไรล่ะ ตามคู่มือต้องเป็นรถสาย 66 แล้ววงเวียนสี่แยกขนาดนี้ต้องไปทางไหน เราเดินวนซ้ายตามเข็มนาฬิกามาตลอดตั้งแต่ออกจากปากซอยหลักร้านไก่ทอด หรือตรงป้ายรถเมล์ที่ลงตอนขามานั่นแหล่ะ

แล้วเดินข้ามมาแยกที่ 1 แล้วเดินตามวงเวียนไปเลี้ยวซ้ายสู่แยกที่สอง เดินตรงรี่ไปหาพ่อหนุ่มที่กำลังทอดขนมอะไรสักอย่าง คล้ายๆ ขนมบัวบ้านเรา ยื่นคู่มือและชี้ตรงชื่อสถานที่คือ เอเวอร์แลนด์ (Everland) ที่เป็นภาษาเกาหลี

เด็กหนุ่มทำท่างงๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี แล้วก็ชี้ไปที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่ถัดไปจากร้านไม่เกิน 5 เมตร แล้วบอกว่า Sixty Six เรากำลังจะกล่าวขอบคุณแบบยังไม่มั่นใจนักนะเนี่ย

จู่ๆ ก็มีเด็กหนุ่มใส่แว่นหน้าตาดีพุ่งตรงมาที่พวกเรา พร้อมพูดภาษาอังกฤษว่า Can I help you? พอบอกจุดหมายปลายทางแล้วก็ทำท่าเข้าใจและจะพาเราไปยังป้ายรถเมล์ใกล้ๆ เรารีบหันไปขอบคุณหนุ่มน้อยโดยไม่ทันได้อุดหนุนขนมเลย แล้วรีบจ้ำตามหนุ่มน้อยคนใหม่ไปยังป้ายรถเมล์

ยังไม่ทันถึงป้ายดีเห็นรถสาย 66 กำลังออกจากป้ายพอดี พ่อหนุ่มกระโดดขวางรถ เอ้ย…กระโดดลงบนถนนทำท่าโบกรถที่กำลังเลยไปแบบโกรธ โมโห ฉุน ทำไมไม่จอด จนรถเลยป้ายไปนิดหนึ่งก็จอดนิ่งสนิทเรารีบขอบคุณและวิ่งพากันขึ้นรถแบบขำๆ (ไม่รู้พนักงานขับรถจะขำด้วยหรือเปล่านะ…ขอโทษสำหรับเหตุการณ์วันนั้นด้วยค่ะ-ครับ) ดูสิ…มีโกรธแทนเราด้วย ขอขอบคุณน้ำใจสำหรับวันนั้นมากๆ นะคะ-ครับ อดคิดไม่ได้หากวันนั้นไปอยู่บนถนนแบบนั้นโดนรถเฉี่ยวขึ้นมาล่ะถ้านายเจ็บ…ฉันสิเจ็บกว่า

พลาดจนได้กับเอเวอร์แลนด์ (Everland)!!!

นั่งรถกันไปเรื่อยด้วยอาการเดิมๆ พี่ช้างแอบไปถามผู้โดยสารท่านอื่นใกล้ๆ เพื่อความมั่นใจเค้าก็ชี้เหมือนว่าตรงไปนี่แหล่ะนะ ทำไมไกลจังนะกะเวลาตามที่หาข้อมูลไว้ว่าประมาณ 55 นาที

พอใกล้เวลาเริ่มกระสับกระส่ายไปเรื่อย แอบมองคุณลุงพนักงานขับรถเป็นระยะๆ ทั้งที่ทำเหมือนเคยคือชี้ชื่อสถานที่เป็นภาษาเกาหลีในคู่มือ แต่ก็ยังอดวางใจไม่ได้ จนมาถึงจุดที่เริ่มขึ้นเขาต้องกลืนน้ำลายเป็นช่วงๆ เพราะหูเริ่มอื้อหมดความกังวลใจเพราะมัวแต่หันไปเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์แทน

ในที่สุดรถก็จอดสนิทเอาป้ายสุดท้าย เหลือแค่เรา 2 คนทั้งคันรถ ลงไปแบบงงๆ งวยๆ แวะเข้าห้องน้ำ แล้วถามนายสถานีว่าจะไปเอเวอร์แลนด์ (Everland)  อย่างไร เค้าชี้ไปที่บันไดทางขึ้นที่อยู่ถัดไปจากห้องน้ำ

เดินกันขึ้นไปก็จะเป็นลานจอดรถเดินไปเรื่อยๆ ไม่เกิน 20 เมตรตามทางก็ถึงในที่สุด เดินมุ่งไปที่ช่องขายบัตรผ่านประตู เจ้าหน้าที่สาวไม่ยอมขายและคุยกันไม่รู้เรื่องเพราะภาษาอังกฤษไม่คล่องนัก ประมาณว่าตอนนี้จะห้าโมงเย็นแล้ว และที่นี่ปิด 1 ทุ่ม

อ้าว…ขนาดว่าตอนกำหนดทริปนี้พยายามเก็บข้อมูลให้เยอะที่สุดจนเพื่อนบอกว่าเที่ยวแบบกำหนดจุดและเวลาขนาดนี้จะสนุกหรือ ก็ยังพลาดจนได้สิน่า

ทำอย่างไรต่อล่ะทีนี้เราก็พยาพยามวิงวอนขอร้องแกมบังคับว่าขอเข้าหน่อยเหอะนะๆ นั่งรถมาตั้งไกลจากอินชอนเนี่ย

ขณะที่พยายามต่อรอง ก็มีเจ้าหน้าที่สาวอีกท่านเข้ามาพอดีพูดภาษาอังกฤษเก่งหน่อย ก็เลยได้ซื้อบัตรผ่านในราคารวม 2 คนเท่ากับ 48,000 won พร้อมกำชับว่าปิด 1 ทุ่มนะ เอาเป็นว่าได้เข้าก็ดีใจแล้ว ทั้งๆ ที่ตั้งใจว่าจะไปแอบส่องสัตว์ที่สวนสัตว์กับป่าซาฟารี จะไปดูคาริเบียนเบย์ที่เป็นสวนน้ำขนาดใหญ่ จะแอบสนุกสนานไปกับการแข่งรถที่สปีดเวย์ และชื่นชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ศิลปะโฮอัม

แต่แล้วก็…อดหมดเลยล่ะได้แค่ถ่ายรูปให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้แบ่งกันไปกล้องคนละตัว ถ่ายจนแบตดับกันไปเลยเหลือเวลาได้นั่งกระเช้า 1 เที่ยวด้วยนะ เบ็ดเสร็จทันเวลาพอดิบพอดีอีก 15 นาที 1 ทุ่ม

ทีนี้ออกอย่างไรล่ะนี่ เดินวนไปวนมาสักพักเจอเจ้าหน้าที่หนุ่มน้อยถามหาทางออกเค้าพาเดินวนออกมาถึงจุดๆ หนึ่งที่พอจะไปเองได้และบอกว่าให้เดินต่อไปอย่างไร ระหว่างทางก็คุยกันไปหนุ่มน้อยถามว่าเรามาจากไหน พอบอกว่าไทยแลนด์ เค้าก็พูดว่า “สบายดีไหมครับ” เราก็บอกว่า “สบายดีค่ะ”

มัวแต่งงๆ เลยลืมถามว่าเค้ารู้จักประโยคนี้ได้อย่างไรนะ ก่อนจากกันเค้ายังกล่าวขอโทษเราอีกว่าต้องขอโทษที่ไม่สามารถไปส่งที่ประตูทางออกได้จริงๆ โห…เราซึ้งนะ มาส่งแค่นี้ก็ซึ้งมากแล้ว ไม่ต้องมาขอโทษหรอกนะๆๆๆ ขอบคุณมากๆ ค่ะ-ครับ

คุณลุงนายสถานีก็น่ารักเช่นกัน

เดินมายังป้ายรถเมล์เพื่อเดินทางออกจากเอเวอร์แลนด์ (Everland) ไปยัง Suwon Station กับสายรถเดิม 66 จนสุดสายมาถึงสถานีประมาณ 20.40 น. การเดินทางขากลับนี้ก็ย้อนทางเดิมทุกอย่างตามที่เดินทางตอนขามา

และที่สถานี Guro ระหว่างรอรถเพื่อกลับไปยังสถานี Bupyeong ก็ยังคงงงๆ เหมือนเดิมเห็นมีป้ายบอกทั้งสองด้าน แล้วจะไปด้านไหนล่ะเนี่ยซ้ายหรือขวา ก็ยังคงจับหลักไม่ได้เหมือนเดิม

คุณลุงเจ้าหน้าที่สถานีกำลังเดินตรวจอยู่ก็ถามโดยชี้ที่แผนที่ว่าจะไปสถานี Bupyeong คุณลุงก็ชี้มาที่เลนขวามือแบบไม่สนใจ พอรถมาด้วยความไม่แน่ใจก็ไม่ยอมขึ้นกัน คุณลุงแอบมองอยู่ว่าอ้าวถามแล้วทำไมไม่ขึ้นล่ะ เราก็เลยชี้ไปที่เลนซ้ายเพื่อให้แน่ใจอีกครั้งว่าซ้ายหรือขวา

คุณลุงเอาแขนมาทำเป็นเครื่องกากบาทพร้อมส่ายหน้า แล้วชี้ไปที่เลนขวาพร้อมพยักหน้า เราก็หัวเราะแก้เก้อที่ไม่ยอมเชื่อคุณลุง ส่วนคุณลุงก็หัวเราะอย่างใจดี ทั้งหมดนี่ไม่มีคำพูดสักคำเลย ใช้ภาษากายและภาษาใจล้วนๆ ล่ะจ้า

กลับมาถึงโรงแรม Hotel Charis Incheon ด้วยความเหนื่อยสุดๆ เกือบห้าทุ่มหนีบเอามาม่า (อีกแล้ว) ที่แวะซื้อมาเพราะตั้งแต่บ่ายสองยังไม่ได้ทานอะไรเลย อาบน้ำอาบท่าทานมาม่า

อ้อ…วันนี้ที่โรงแรมมาแปลกแฮะไม่ยอมให้กาแฟและชา มีแค่น้ำแร่ 2 ขวดในตู้เย็น อันนี้ยังไม่เป็นไร แต่ที่แอบงงคือ เก็บเตียงให้นะ แต่แก้วไม่ล้าง แชมพูและโลชั่นก็ไม่ให้ แหม…ยังไม่หายเคืองเรื่องเก่าเลยนะ

ตั้งแต่วันแรกที่เข้าพักแล้ว รู้สึกร้อนอย่างแรง แอร์ก็ปรับไม่ได้ ตอนแรกก็คิดว่าเป็นที่ห้องเราห้องเดียวปรากฏว่าห้องข้างๆ ก็เป็นเพราะเค้าเปิดประตูทิ้งไว้เพื่อรับลมกันยันเข้านอนเลยทีเดียว

เราก็เลยเปิดห้องเลียนแบบเค้าบ้างล่ะ เราได้ไปแจ้งไว้แล้วก็ได้รับประโยคว่า เราจะรับไว้พิจารณาเนื่องจากการปรับเครื่องทำความร้อนยังไม่เข้าที่ จนป่านฉะนี้แล้วเป็นคืนที่ 3 ก็ยังคงร้อนเหมือนเดิม ช่างเถอะเนอะ…พรุ่งนี้เราก็ Check Out ออกแล้วนี่ เตรียมตัวไปหลั่นล้าที่…เกาะเชจูดีกว่า