ตอนที่ 7 ตะลุย Bucheon Fantastic Studios และได้แค่มอง AIINS World

วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดีในการซื้อรองเท้าสักที หลังจากที่ทนปวดและเย็นเท้ามาตั้งแต่เมื่อคืน แวะซื้อรองเท้าที่ศูนย์การค้าพูพยองโมดู (Bupyeong Modoo Mall) ก่อนการ Transfer รถเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางต่อไปคือ บูชน แฟนทาสติค สตูดิโอ (Bucheon Fantastic Studios) และ AIINS World

ขอบคุณ Mr. Scott สำหรับประโยคเด็ด “Ka-ka-juseyo” (깎아 주세요)

รองเท้าบูทน่าจะใส่สบายคู่นี้เคยเห็นตามห้างสรรพสินค้าที่บ้านเราเห็นราคาเป็นพันบาท แต่ที่นี่ติดป้ายว่า 89,000 Won ไม่ขาย เราขายแค่ 20,000 Won แหมลดราคาซะน่ากลัวจริงๆ เนาะ แต่คำนวณดูแล้วถูกกว่าซื้อที่บ้านเราเยอะมาก คุณผู้หญิงเจ้าของร้านบรรยายสรรพคุณขณะที่เรากำลังเลือกดูกันอยู่

เค้าก็คุยเป็นภาษาเกาหลี ส่วนพี่ช้างก็คุยเป็นภาษาอังกฤษแล้วก็งัดเอาประโยคเด็ดที่ Mr. Scoot สอนให้ไว้ตอนอยู่บนเครื่อง “Ka-ka-juseyo” (깎아 주세요) แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Give me a discount ได้ผลนะเค้าลดให้ 1,000 won เย้…ได้แค่นี้ก็ดีใจแล้วล่ะจ้า

น้องลิงเลือกซื้อคู่ใหญ่หน่อย เพราะไม่ชอบใส่บีบๆ คุณผู้หญิงแกก็เลยต้องเดินเข้าเดินออกเพื่อหาขนาดใหญ่ๆ ให้สมใจเรา 55555 แกก็อดบ่นๆ ภาษาเกาหลีที่เราแปลทางโทรจิตว่า “โอ๊ย…ทำไมใส่คู่ใหญ่จัง” บ่นไปช่วยเราใส่รองเท้าไปแถมช่วยเอากางเกงยีนส์ยัดลงไปในบูทให้อีก พอแกเห็นเราใส่ถุงเท้า 3 คู่

แกก็บอกประมาณว่า “นี่จะใส่อะไรเยอะแยะเนี่ย ดูฉันสิคู่เดียวก็อยู่หมัดแล้ว” แถมงัดขากางเกงและรองเท้าบูทของแกชี้ให้ดูว่าฉันใส่คู่เดียวจริงๆ นะ แล้วแกก็พูดอะไรอีกไม่รู้โทรจิตเริ่มเสื่อมๆ 55555

เอาเป็นว่าขอขอบคุณคุณผู้หญิงเจ้าของร้านที่ใจดีและน่ารักจ้า…ถึงแม้ว่าจะลดน้อยไปหน่อย และราคาก็แพงกว่าที่อื่นแต่แกก็ยืนยันว่าของชั้นถึงจะแพงกว่าข้างล่างแต่รับรองว่าทนกว่าแน่นอน…อิอิ

และทำไมไม่มีใครรู้จัก Bucheon Fantastic Studios กันนะ???

เมื่อเสร็จจากการเลือกซื้อรองเท้าเราก็เริ่มออกเดินทางจากสถานี Bupyeong เพื่อไปยังสถานี Songnae มาถึงสถานี Songnae เมื่อเดินออกจากมาด้านหน้าสถานีก็ได้กลิ่นปลาหมึกย่างเตะจมูกอย่างแรง เลยสอยมา 1 ตัวเป็นปลาหมึกบดเคลือบซอสหวานๆ เผ็ดๆ หมดไป 9,000 won

โปรโมชั่นเสริมถ่ายรูปฟรี ก็ตอนแรกไม่ได้ซื้อของคุณพี่เจ้าของร้านไม่ยอมให้ถ่าย แต่พอซื้อเค้าก็ยอมแถมยิ้มให้อีกต่างหากนะ ก็เลยขอแถมอีกอย่างโดยการถามสายรถที่จะไปบูชน แฟนทาสติค สตูดิโอ (Bucheon Fantastic Studios) แต่แกบอกว่าไม่รู้จัก แต่แกช่วยโบกมือเรียกคุณผู้ชายที่เดินผ่านไปอีกคนมาถามให้

แต่เค้ากลับบอกเป็นอีกสาย (ขออภัยจำหมายเลขสายรถไม่ได้ค่ะ) และให้ขึ้นฝั่งนี้ด้านหน้าสถานีนี่แหล่ะนะ อ้าว…อ่านจากคู่มือว่าให้ต่อรถสาย 5-2 เราสับสนเองว่าขึ้นฝั่งไหน เอาเป็นว่าเราก็แน่ใจแล้วว่าต้องขึ้นฝั่งนี้ โค้งคำนับพร้อมกล่าวคำขอบคุณทั้งคุณผู้หญิงเจ้าของร้านและคุณผู้ชายผู้นั้น

บูชน แฟนทาสติค สตูดิโอ (Bucheon Fantastic Studios) นหาที่นั่งพักเพื่อกำจัดปลาหมึกให้หมดก่อนขึ้นรถ กลัวจะโดนไล่ลงจากรถข้อหากลิ่นรัญจวนใจเกินไป แล้วก็เดินไปที่ป้ายรถเมล์ ทีนี้ก็เห็นรถสาย 5-2 วิ่งมาจอดแล้วแต่ไม่กล้าขึ้น

ลองดูแผนที่สถานที่ท่องเที่ยวที่ติดไว้ที่ป้ายรถเมล์ก็เห็นมีเจ้าบูชน แฟนทาสติค สตูดิโอ (Bucheon Fantastic Studios) ที่ว่านี่อยู่นี่หน่า ป้ายรถเมล์ป้ายนี้มีน้องๆ นักศึกษายืนรอรถเมล์อยู่หลายคน ก็เลยถามน้องนักศึกษาผู้หญิงที่กำลังรอรถอยู่ เธอโบกมือประมาณว่าวันนี้พูดไม่ได้…เอ้ย…ไม่ใช่…หนูไม่รู้ค่ะ

เราละล้าละลังสักพักเปลี่ยนเป้าหมายไปที่น้องนักศึกษาผู้ชายกันค่ะ เอาคู่มือกางให้ดูว่าจะไปบูชน แฟนทาสติค สตูดิโอ (Bucheon Fantastic Studios)  เค้าบอกว่าไม่รู้จัก รู้จักแต่ AIINS World เราก็โอเคเลยค่ะ-ครับ เอาที่นี่ก็ได้ AIINS World เพราะจากที่เคยค้นหาตำแหน่งใน Google Search แล้วอยู่พิกัดใกล้ๆ กัน

น้องเค้าก็บอกว่าให้นั่งรถสาย 5-2 ที่ป้ายนี้นะ เราก็กล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับ และรอรถอีกประมาณ 20 นาที รถก็มาระหว่างทางก็เริ่มสงสัยว่าบูชน แฟนทาสติค สตูดิโอ (Bucheon Fantastic Studios) เนี่ยทำไมไม่ค่อยมีใครรู้จัก แล้วเริ่มลังเลว่าจะไปดีไหมหนอ?

จุดเริ่มต้นเคล็ดไม่ลับ…การสื่อสารกับพนักงานขับรถ หรือเพื่อถามทาง

เริ่มเรียนรู้จากการที่เรายื่นคู่มือฉบับภาษาอังกฤษแล้วชี้ตรงชื่อสถานที่ที่เป็นภาษาเกาหลีจากการถามสายรถน้องนักศึกษาชาย เมื่อรถสาย 5-2 มาจอดพี่ช้างก็เลยลองยื่นพร้อมชี้ชื่อสถานที่ AIINS World ภาษาเกาหลีในคู่มืออีกครั้ง

คุณลุงพนักงานขับรถก็พยักหน้าหงึกๆ ประมาณว่า “ใช่แล้ว ขึ้นรถได้เลย” เราก็แตะบัตร T-money แล้วก็เลือกที่นั่ง ใช้เวลาเดินทางประมาณไม่เกิน 15 นาที ระหว่างนั่งไปก็ชะแง้แลหาไปเป็นช่วงๆ คุณลุงพนักงานขับรถก็ขับรถไปอย่างนิ่งๆ เฉยๆ

เราก็กลัวว่าจะเข้าใจไม่ตรงกันหรือเปล่า ถึงหรือยังนะ ทำไมนานจัง จะใช่หรือเปล่านะ แล้วบูชน แฟนทาสติค สตูดิโอ (Bucheon Fantastic Studios) เนี่ยมันคืออะไรกันแน่ ทำไมไม่ค่อยมีใครรู้จักนะ คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในความคิด

น้องลิงเหลือบไปเห็นบูชน แฟนทาสติค สตูดิโอ (Bucheon Fantastic Studios) เลยส่งเสียงพร้อมชี้โบ๊ชี้เบ๊นั่นไงๆ บูชน แฟนทาสติค สตูดิโอ (Bucheon Fantastic Studios) และชวนพี่ช้างทำท่าจะลงทันทีที่รถเลี้ยวขวากำลังจะจอดป้ายแรก แต่เดี๋ยวก่อนคุณลุงคนขับพูดภาษาเกาหลีประมาณว่าไม่ใช่ที่นี่ ยังไม่ถึง (โทรจิตแปลอีกแล้ว)

เราก็เลยเอาไงว้า…ไม่เป็นไรไปลงที่ AIINS World ตามที่บอกคุณลุงไว้ที่แรก แล้วเดี๋ยวเดินเอาก็ได้อยู่ติดๆ กันนั่นแหล่ะ…คิดเอาเองเสร็จสรรพ พอถึง AIINS World คุณลุงพนักงานขับรถก็จอดแล้วบอกว่าถึงแล้ว เราก็ลงรถกันมาแบบงง พอมองตรงไปฝั่งตรงข้ามถนนก็เห็นป้าย AIINS World แบบชัดๆ เย้ๆ ถึงแล้ว

เดินตื่นหิมะย้อนจาก AIINS World ไป Bucheon Fantastic Studios

เรายังไม่ข้ามถนนไป AIINS World เพราะว่าตั้งใจไว้ว่าจะมาเที่ยวช่วงเย็นๆ ไปจนถึงหัวค่ำ เพราะเค้าจะเปิดไฟประดับจะทำให้สวยกว่าตอนกลางวัน มองไปทางขวามือเป็นลานจอดรถกว้างๆ มีรถทัวร์จอดอยู่หลายคัน

หันหลังกลับและเดินย้อนกลับไปตามถนนข้างๆ ลานจอดรถนั่นแหล่ะ เดินตรงไปเรื่อยๆ ประมาณ 100 กว่าเมตร จนสุดถนนแล้วเลี้ยวซ้าย จากนั้นเดินตรงไปอีกประมาณไม่เกิน 20 เมตรจะเจอแยกไฟแดงก็เลี้ยวซ้ายอีกที

จะมีร้านหมูย่างเกาหลีส่งกลิ่นหอมอยู่ 2-3 ร้าน และมีร้านกาแฟสวยๆ อีก 1 ร้านเดินตรงไปไม่เกิน 20 เมตรก็จะถึงบูชน แฟนทาสติค สตูดิโอ (Bucheon Fantastic Studios) ระหว่างเดินก็ตื่นหิมะกันต่อ เขี่ยๆ ย่ำๆ ถ่ายรูปเป็นระยะๆ ก็เพลินดี

Bucheon Fantastic Studios เงียบสงบดีจริงๆ

เสียค่าเข้าชมคนละ 2,000 won บูชน แฟนทาสติค สตูดิโอ (Bucheon Fantastic Studios) เป็นสถานที่สำหรับการถ่ายทำละครและภาพยนตร์ย้อนยุคไปในปี ค.ศ. 1930 – 1970 ของสถานที่ต่างๆ ได้แก่ ชงโน (Jongno), เมียงดง (Myeong-dong) และคลองชองเกชอน (Cheonggyecheon)

สำหรับวันนี้ที่เราไปกันนั้นค่อนข้างจะเงียบสงบเหมาะกับการถ่ายรูปมากๆ ไม่ต้องแย่งกับใครเลย 55555 ใช้เวลาเดินเล่นจนทั่วเกือบ 2 ชั่วโมง ก็เดินย้อนกลับทางเดิมมาที่ AIINS World

ขอขอบคุณในน้ำใจที่มีให้มาจากครอบครัวผู้อารี

AIINS World เป็นสวนที่จัดแสดงสิ่งของจำลองขนาดเล็กของสถาปัตยกรรมนานาชาติที่มีชื่อเสียงระดับโลกถึง 109 ชิ้น เช่น ทัชมาฮาล หอไอเฟล หอเอน และอื่นๆ ขณะที่เรากำลังมุ่งหน้าไปยังช่องเสียค่าธรรมเนียมการเข้าชมเพื่อดูราคา

ก็มีครอบครัวชาวเกาหลีที่หน้าตาและการแต่งกายดูดีมีสกุลมากๆ ประกอบด้วยคุณพ่อ, คุณแม่, คุณลูกชาย 1, คุณลูกสาว 1 และคุณน้า หรือคุณอาสาว อีก 2 คนเดินตรงรี่เข้ามาหาเรา พูดภาษาเกาหลีพร้อมกับส่งสายรัดข้อมือกระดาษสีชมพู สำหรับเป็นบัตรผ่านเข้าชมให้เราสองคน

เราก็งงๆ กันนะ คุณผู้ชายเห็นน้องลิงยืนเก้ๆ กังๆ งงๆ เซ่อๆ ก็เลยทำการผูกข้อมือ และทำท่าทางพร้อมพูดประกอบประมาณว่าถ้าเดินผ่านทางเข้าก็ยื่นข้อมือให้เค้าดูอย่างนี้นะ (อันนี้ก็โทรจิตแปลอีกแล้วค่ะ)

ส่วนคุณผู้หญิงก็รัดสายข้อมือให้พี่ช้างเช่นกัน เราทั้งสองคนรู้สึกซึ้งใจในน้ำใจที่ได้รับมากๆ เอ่ยคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับ ต่างฝ่ายต่างล่ำลากันแล้วครอบครัวผู้อารีก็เดินจากไป

เรายังไม่ได้เข้าไปในสวนนะ เดินมุ่งไปยัง Food Court ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ กัน และแอบมองๆ นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านช่องสำหรับเข้าชมชวนที่ยื่นข้อมือให้เจ้าหน้าที่ตรวจก็ไม่เห็นเค้าตรวจอะไรมากนะ ยื่นข้อมือขึ้นให้ดู เค้าก็ให้ผ่าน แต่ตอนนี้ก็เกือบจะบ่ายสามโมง และรู้สึกหิวมากขอแวะหาอะไรทานที่ Food Court ก่อนก็แล้วกัน

อ๋อ…การซื้ออาหารทานที่ Food Court เค้าทำกันแบบนี้นี่เองนะ

เดินเข้าไปใน Food Court ก็พากันตรงดิ่งไปที่เค้าน์เตอร์หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องซื้อคูปองหรือบัตรใดๆ เหมือนบ้านเรา เอาอีกแล้ว…เจ้าหน้าที่สาวไม่พูดภาษาอังกฤษพี่ช้างก็ยื่นธนบัตรใบละ 10,000 won ให้ เธอก็ไม่รับและพูดอะไรอีกก็ไม่รู้ เอาอย่างไรดีล่ะทีนี้ก็เลยคุยกันว่าสงสัยจ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวงล่ะมั้ง

เราพากันเดินตรงไปที่เค้าน์เตอร์ร้านอาหารที่น้องลิงเล็งสิ่งที่อยากทานก็คือ ต๊อกโบกี (Tteok-bokki , 떡볶이 – เค้กข้าวในน้ำซอสเผ็ด (Stir-fried rice cakes)) ราคา 4,000 won เราก็ทำท่าชี้ๆ ว่าฉันจะเอาอันนี้นะๆๆๆ คุณป้าข้างในร้านก็งงๆ แล้วคงคิดในใจว่าอะไรของเธอเนี่ย

แป๊บเดียวเท่านั้นก็มีคุณผู้หญิงเจ้าหน้าที่อีกคน ตรงดิ่งเข้ามาช่วยเราทันที เราก็ชี้ไปที่ป้ายรูป Tteok-bokki , 떡볶이 ส่วนพี่ช้างก็ชี้ไปที่ป้ายข้าวราดแกงกะหรี่ไก่ทอดในร้านถัดไปราคา 5,500 won เจ้าหน้าที่สาวท่านนี้ก็ทำท่าเข้าใจ แล้วพาเราสองคนเดินกลับมาที่เค้าน์เตอร์ ที่เราจะไปซื้อบัตรทีแรก

แล้วพี่ช้างก็ยื่นธนบัตรใบละ 10,000 won ใบเดิมให้ไป เค้าก็คุยกันเป็นภาษาเกาหลี แล้วก็ได้เงินทอนเหรียญกลับมา 500 won พร้อมกระดาษเหมือนสลิปใบเสร็จตามห้างบ้านเราที่ระบุหมายเลขตัวโตๆ มีรายการอาหารเป็นภาษาเกาหลี 2 ใบ

เจ้าหน้าที่สาวก็ชี้ที่หมายเลขในสลิป เราก็ใช้โทรจิตแปล ปิ๊ดๆ ติ๊ดๆ ตู๊ดๆ ว่านั่งรอก่อนนะคะ จะมีหมายเลขคิวติ๊งต่องๆ ตรงป้ายไฟหน้าร้านอาหารที่เราสั่งนะคะแล้วค่อยไปรับนะคะ เราสองคนก็กล่าวขอบคุณพร้อมโค้งคำนับ แล้วก็พากันเลือกที่นั่งใกล้ๆ หน้าร้านที่สั่งอาหารนั่นแหล่ะ จะได้ไม่ต้องทำอะไรเซ่อๆ ซ่าๆ อีก 55555

นั่งรอสักพักเลขติ๊งต่องๆ หมายเลขคิวขึ้นมาแล้วที่ร้าน Tteok-bokki , 떡볶이 แล้ว 2 ใบนี่ใบไหนเป็นใบไหนล่ะนี่ภาษาเกาหลี อ่านไม่ออกก็เลยยื่นส่งไปให้ 2 ใบล่ะจ้า เลือกได้เลยจ้า…55555 และก็เอาสลิปใบที่เหลือไปขึ้นข้าวราดแกงกะหรี่ของพี่ช้างในร้านถัดไป

ในที่สุดก็ได้อาหารมาครบถ้วนแบบจุใจ สำหรับน้ำเปล่าจะมีบริการฟรีทุกร้าน บางร้านเป็นแบบขวดน้ำพร้อมแก้ว บางร้าน หรือใน Food Court จะเป็นตู้กดน้ำร้อนและน้ำเย็น พร้อมแก้วที่บรรจุอยู่ในเครื่องฆ่าเชื้อที่วางอยู่ข้างๆ

สำหรับตู้กดกาแฟแทบทุกร้านจะมีให้กดทานฟรี ยกเว้น Food Court มีเหมือนกันแต่เสียเงินล่ะ อันไหนต้องเสียเงินเค้าจะมีป้ายราคาติดไว้ สำหรับกาแฟร้อนราคาไม่เท่ากันมีตั้งแต่ 300 Won ขึ้นไป ทานอาหารเสร็จก็เก็บจานชามใส่ถาดไปไว้ในชั้นที่เค้าจัดเตรียมไว้ใกล้ๆ ตู้น้ำนั่นแหล่ะค่ะ

แล้วก็เข้าห้องน้ำ พากันไปเดินเล่นที่ร้านขายของที่ระลึกที่อยู่ติดๆ กัน รอเวลาให้ฟ้ามืดตอนนี้ก็ประมาณ 4 โมงเย็น โถ…รออีกไม่นานเลยนะนั่นกว่าฟ้าจะมืด…เอาอย่างไรต่อล่ะทีนี้

อยากจะขอโทษครอบครัวผู้อารีที่ไม่ได้ใช้บัตรผ่านนะคะ

เดินวนไปวนมาสักพักก็ออกกันมานั่งเล่นบริเวณที่นั่งที่เค้าจัดไว้หน้าทางเข้าสวน AIINS World เห็นมีทัวร์มาลงเรื่อยๆ แอบชะโงกมองเข้าไปเห็นแบบจำลองหอไอเฟลด้วย ความสูงประมาณ 150-170 cm. เห็นจะได้

มองๆ ดูแล้วต้องรอมืดๆ ถึงน่าจะสวยกว่านี้ (หรือเปล่า) และไม่กล้าใช้สายรัดข้อมือที่เป็นบัตรผ่านที่ได้รับมา ก็เลยตกลงกันว่าไม่เข้าดีกว่า ก็เลยต้องขอโทษครอบครัวผู้อารีด้วยนะคะ ที่ไม่ได้ใช้โอกาสที่ให้มา…และต้องขอขอบคุณอีกครั้งค่ะ

เดินออกมาตรงจุดที่ลงรถเมื่อตอนมาและคาดเดากันเอาเองว่าขามาลงฝั่งนี้ งั้นขากลับก็ลงฝั่งตรงข้ามแน่ๆ ก็เลยพากันข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามเดินหาป้ายรถเมล์เดินไปเรื่อยๆ จนเกือบถึงสี่แยกไฟแดงก็เห็นป้ายว่าตรงไปเป็น Bupyeong ก็เลยคุยกันว่าอย่างนี้ก็ต้องใกล้สถานี Bupyeong แน่ๆ เลย อย่างนั้นเราไปลงที่สถานี Bupyeong เลยดีกว่า

แต่ทีนี้ไปอย่างไรล่ะ ก็เลยต้องรบกวนถามคุณผู้หญิงที่กำลังยืนรอรถว่าจะไปสถานี Bupyeong ต้องขึ้นรถสายอะไร เค้าบอกให้ข้ามมาฝั่งตรงข้ามแล้วขึ้นรถสาย 500 เราก็ข้ามกลับมาและก็รอนานมากก็ไม่เห็นรถสาย 500 เลย เห็นแต่สาย 585 ผ่านไปหลายคันแล้ว (หรือว่าเราฟังผิด เริ่มไม่แน่ใจตัวเอง)

ด้วยความเกรงใจคุณผู้หญิงที่เราถามทางก็เลยตกลงกันว่ารอให้เค้าขึ้นรถไปก่อนนะแล้วค่อยหาทางต่อไป เพราะป้ายรถอยู่ตรงขามเยื้องๆ กันมองเห็นกันอยู่ รอจนเค้าขึ้นรถไปก็มีสาย 585 ผ่านมาอีก พี่ช้างก็ลองโบกและถามว่าไปสถานี Bupyeong หรือไม่

ปรากฏว่าไปได้ล่ะ…เย้ๆ ขึ้นไปนั่งก้นยังไม่ทันร้อนเลยๆ จู่ๆ รถก็จอดป้ายต่อจากรถสาย 585 อีกคัน แล้วก็พูดภาษาเกาหลีอะไรอีกไม่รู้ (ตอนนี้โทรจิตเริ่มเสื่อม เพราะในใจกำลังคิดแค่ว่าโห…ใกล้แค่นี้นะรู้งี้เดินมาก็ได้ 55555)

เราสองคนก็ลงๆ ตามเค้าไป แล้วก็ไปยืนงงๆ ว่าไหนล่ะ Bupyeong Station ทำไมไม่มีส่วนไหนคล้ายกับเมื่อคืนเลย แล้วก็มีเสียงแตรรถจากคันที่เราเพิ่งลงดังลั่นเลย เราสองคนก็เลิ่กๆ ลั่กๆ หันไปมอง พนักงานขับรถก็ชี้มือชื้ไม้ไปที่รถสาย 585 คันหน้าที่กำลังจ่ออยู่

“อ๋อๆๆๆ เปลี่ยนถ่ายรถ เพื่อลดโลกร้อนนี่เอง 55555” เปลี่ยนรถแท้ๆ ยังจะไปแตะบัตร T Money ที่รถคันใหม่อีก จนพนักงานขับรถเค้าบอกว่าไม่ต้องแตะแล้วเธอ รีบขึ้นมาสักที…ลูกค้ารออยู่…อิอิ ก่อนขึ้นไปมีกำชับสารถีคันใหม่อีกครั้งว่าลง Bupyeong นะจ๊ะ…

เพิ่งรู้ว่าที่มุดไปมุดมาที่ Bupyeong เมื่อคืน เป็นการข้ามสี่แยกไฟแดงนี่เอง

นั่งรถต่อไปสักพักไม่น่าจะเกิน 15 นาที พอถึงป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งผู้คนลงกันค่อนข้างเยอะ เดินไปถามพนักงานขับรถอีกครั้งเพื่อความแน่ใจก่อนที่จะลงตามเค้าไป เอาเป็นว่าพอคุ้นๆ กลิ่นไออยู่บ้าง แต่ความแตกต่างระหว่างกลางคืนกับช่วงเย็นๆ แบบนี้ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก แถวนี้น่าจะเป็นย่านช้อป กิน เที่ยวของวัยรุ่น สาวๆ ตรึม…ชอบจริงๆ

เดินไปเดินมาสักพักหา Bupyeong Station ไม่เจอ อากาศเริ่มหนาวมากขึ้นๆ สายตาเริ่มเล็งหาเหยื่อ…เอ้ย…หาผู้ช่วยนำทาง เห็นแล้วๆ เราพรุ่งตรงไปที่หนุ่ม 2 คนที่กำลังเดินสวนมา ถามทางไปสถานี Bupyeong หนุ่มน้อยก็ทำท่าแบบไม่แน่ใจว่าจะบอกอย่างไรดีนะ

แล้วก็กวักมือแบบตามฉันมานี่มาจะพาไปดู เราเดินตามเค้าไปที่หน้าปากซอยไม่เกิน 10 เมตร เค้าก็พูดเป็นภาษาเกาหลี (อีกแล้ว) และทำท่าทางประกอบว่าเดินไปตรงนั้นนะ เห็นช่องนั้นไหมล่ะ มุดลงไปเลยนะ แล้วก็ชี้มือไปที่ตึก Lotte ที่อยู่ตรงข้ามแยกไฟแดง

แปลโดยรวมแล้วก็คือให้มุดลงใต้ดินเพื่อข้ามแยกไฟแดงไปที่ตึก Lotte จะเจอกับสถานี Bupyeong นั่นแล เราก็โค้งพร้อมกล่าวคำขอบคุณ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งน้ำใจที่เราได้รับมาสำหรับวันนี้…ขอบคุณอีกครั้งค่ะ-ครับ

สาธิตให้ดู แล้วเธอจะรู้ว่า Camera HD Card Flash Drive ใช้อย่างไร?

พอเรามุดลงใต้ดินเพื่อข้ามสี่แยกก็จะมีร้านค้ามากมาย ทั้งเสื้อผ้า มือถือ กล้องถ่ายรูป และที่เห็นแล้วอดเสียดายไม่ได้นิดๆ ก็คือเจอร้านขายรองเท้าบูทเยอะมากๆ ราคา 10,000 Won มีแบบให้เลือกเยอะกว่าที่เราซื้อมาเมื่อเช้าอีก ก็ได้แต่ปลอบใจกันเองว่า

“เอาน่า…ทนทานกว่าแน่นอน เราต้องเชื่อมั่นในสรรพคุณที่เค้าบอกมาเข้าไว้ นะๆๆๆ”

ด้วยเหตุที่เราลืมนำสายโอนข้อมูลสำหรับกล้องถ่ายรูปมาด้วย และเพื่อความไม่ประมาทว่ากล้องจุได้เยอะ แต่หากเหยียบหิมะแล้วลื่นหกล้มทับกล้องแตกเนี่ยหมดกันเลยที่ถ่ายมากันตั้งแต่ต้นทริป เลยพากันเดินหาสายโอนข้อมูลรูปเข้าโน๊ตบุ๊กและที่ใส่รองเท้าจนทั่วก็ไม่มี

ถามไถ่ตามร้านเค้าก็แนะนำว่าให้ไปที่ Lotte ดูนะ ที่นี่เวลาจะไปไหนดูป้ายเข้าไว้ เดินคอแหงนเชิดๆ เข้าไว้จะมีป้ายนำทางไปได้เสมอ เราเดินตามป้ายที่เขียนว่า Lotte ไปเรื่อยๆ จนมาถึงจนได้ และด้วยความบังเอิญเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปเจอกับ Food Center

ลักษณะร้านอาหารต่างๆ มาตั้งอยู่รวมๆ กัน คล้ายๆ โต้รุ่งบ้านเรา เดินเล่นดูของกินไปเรื่อยๆ น่าหม่ำทั้งนั้นและราคาไม่แพงด้วยนะ คนเยอะมากๆ เดินอยู่ดีๆ ทะลุผ่านมาเจอกับโซนขายกล้องทันตาเห็น แวะถามร้านแรกแบบไม่ยั้งคิดเลยว่ามีสายโอนข้อมูลสำหรับกล้องนี้ไหม พร้อมส่งกล้องให้ดู เค้าพลิกกล้องไปมาดูสักพักพร้อมบอกเป็นภาษาเกาหลีว่าไม่มีล่ะนะ

แล้วพ่อหนุ่มก็เดินไปหยิบ HD Card Flash Drive มาให้ดูว่าใช้อันนี้ก็ได้ เราน่ะงง เค้าก็เลยแกะและสาธิตให้ดูว่าทำอย่างนี้นะ เอา HD Card ออกจากกล้องนะ แล้วเอามาใส่ใน Flash Drive ตัวนี้นะ แล้วเอาไปเสียบที่คอมพิวเตอร์แบบนี้นะ ทีละขั้นเลยล่ะให้สมกับหน้าตาเซ่อๆ ของเรา 5555

และแล้วเราก็งัดประโยคเด็ดออกมาว่า “Ka-ka-juseyo” (깎아 주세요) ได้ผลชะงัดคราวนี้ทวีผลกว่าเดิม คือราคาเต็ม 10,000 Won ลดให้ 2,000 Won กล่าวคำขอบคุณและโค้งคำนับกันก่อนไปหาซื้อที่ใส่รองเท้าต่อ เราก็พากันเดินๆ ขึ้นบันไดเลื่อนมาเรื่อยประมาณชั้น 4 ก็หาซื้อได้เป็นแบบเหล็กราคา 1,000 Won ซื้อของครบถ้วนก็พากันเดินตามป้าย Bupyeong Station เพื่อเดินทางกลับโรงแรม

คุณลุงผู้ใจดีและเคยมาพัทยา (แล้วนะ) กับ Locker

เดินมาถึงสถานีก็สะดุดตากับ Locker สำหรับฝากกระเป๋าและสิ่งของมีหลายขนาดให้เลือกลองกะประมาณขนาดกระเป๋าใบใหญ่ราคา 2,400 Won และใบเล็ก 1,500 Won แต่ทีนี้ใช้อย่างไรล่ะ กำลังคิดว่าช่วงที่เดินทางไปเกาะเชจู ช่วงวันที่ 4-7 มกราคม 2554 เนี่ย ถ้าได้ฝากกระเป๋าไว้ก็คงจะดี

ระหว่างที่พี่ช้างกำลังสอดส่องล็อคเกอร์ น้องลิงก็เดินไปนั่งรอที่นั่งพักเพราะเมื่อยแล้ว พี่ช้างก็เมี่ยงๆ มองสักพัก ก็มีนายทหารสองนายกำลังมาไขเอาของพอดีก็เลยสอบถามข้อมูลว่าใช้ระบบรหัสผ่าน และสแกนลายนิ้วมือด้วยนะ ก็เลยถามเรื่องกรณีฝากหลายวันล่ะต้องทำอย่างไร เค้าก็บอกไม่แน่ใจ เห็นพี่ช้างกล่าวขอบคุณเค้า

ก่อนเดินไปถามนายสถานีที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เห็นคุยๆ งงๆ กันไป ไม่แน่ใจเพราะอยู่ไกลพอสมควร สักแป๊บเราก็หันกลับไปมองเจ้า Locker ปริศนาว่าใช้ไงหว่า ก็ป๊ะเข้าให้กับคุณลุงที่กำลังยืนมองไปที่พี่ช้าง และหันมาสบตากับเราพร้อมทำมือชี้มาที่น้องลิงแล้วชี้มือไปที่พี่ช้าง

แปลโดยโทรจิตประมาณว่า เธอสองคนมาด้วยกันหรือเปล่า แล้วก็ทำท่ากวักมือให้เรียกพี่ช้างมาสิ เดี๋ยวลุงจะไขปริศนานี้ให้นะเอย…น้องลิงเรียกพี่ช้าง พี่ช้างกล่าวขอบคุณนายสถานีแล้วพากันไปที่คุณลุงซึ่งยืนอยู่หน้า Locker แล้วก็คุยกันสรุปได้ว่าเค้าจะตัดทุกๆ 24 ชั่วโมง ก็คุยไปเรื่องอื่นๆ เรื่อยเปื่อย

จนได้ทราบว่าคุณลุงเคยมาเมืองไทยที่พัทยาด้วยนะ และบอกว่าสวยมาก เราก็ปลื้มสินะ คุยกันสักพักก็ล่ำราโค้งคำนับพร้อมกล่าวคำขอบคุณ อ้าวลืมถามว่าแล้วกรณีฝากหลายวันล่ะ เอาสิ…กับความมึนงงของเรา แต่ก็คำนวณดูแล้วถ้า 2 ใบ 2 ตู้ ตกวันละ 3,900 Won หลายวันอยู่ เก็บเงินไว้หาอะไรอร่อยหม่ำดีกว่ามั้งเนาะ

เดินทางกลับโรงแรม Hotel Charis Incheon และหามื้อค่ำเป็นของทานง่ายๆ จากมินิมาร์ทก็มีแซนวิช มาม่า และนมกล้วย สำหรับวันนี้มีน้ำใจจากผู้คนมากมายที่เราได้รับมา ขอบอกว่าซึ้งใจและอยากขอบคุณสำหรับทุกๆ ท่านในวันนี้อีกครั้ง…