Categories
ทริปประเทศมาเลเซีย-เกาหลีใต้ บันทึกการท่องเที่ยว

ตอนที่ 6 สวัสดีปีใหม่ 2011 เริ่มทริปเที่ยวเกาหลีเองที่ Incheon Chinatown

สวัสดีวันปีใหม่จ้า…ตื่นเช้ามาความรู้สึกเริ่มกลับมาตื่นเต้นกับหิมะและความหนาวเหน็บกันต่อ เปิดหน้าต่างโผล่หน้าออกไปดูหิมะและสัมผัสความหนาวเหน็บกันอีกครั้ง…โอ้ว…หนาวจริงๆ จากนั้นเราก็อาบน้ำแต่งตัวและ Check out ออกจากโรงแรม Hotel SKY Incheon Airport

ตอนเวลา 10.00 น. ตอนแรกความที่ไม่รู้อะไรบ้างเลย (อิอิ) ตอน Check in เมื่อคืนได้แจ้งกับทางโรงแรมว่า ขอให้บริการ Free Shuttle Bus เพื่อไปส่งยังสนามบินอินชอน กะว่าจะไปตั้งต้นเดินทางไปยังโรงแรมที่ 2 คือ โรงแรม Hotel Charis Incheon

แต่ก็เริ่มจะรู้อะไรบ้างแล้ว เมื่อได้ปรึกษากับน้องประชาสัมพันธ์ตอน Check out ว่าให้เดินไปยังสถานี Unseo ซึ่งอยู่ห่างไม่ไกลนักแค่ 5 นาที ก็ถึงแล้ว จากนั้นให้ลงที่สถานี Gyeyang แล้ว Transfer ไป Subway Inchoen

ลงที่สถานี Jakjeon ซึ่งจะประหยัดเวลาและเงินไปมาก…ขอบคุณมากๆ ค่ะ และขอโทษอีกครั้งนะคะที่ทำให้ยุ่งยากต้องเปลี่ยนแผน Free Shuttle Bus ที่จองไว้ตอน 11 โมงเช้า

เดินทางสู่ Hotel Charis Incheon at Jakjeon Station…

ถึงสถานี Jakjeon ออกทางออกที่ 4 เดินตรงไปเรื่อยๆ ประมาณ 200 เมตร  โรงแรม Hotel Charis Incheon จะอยู่ซ้ายมือ (ผ่านแยกซอยเล็กๆ 1 ซอยและแยกไฟแดงอีก 1 แยก) ทำการ Check in เก็บข้าวเก็บของแล้วพร้อมลุยกันเลย

แต่ช้าก่อนกองทัพต้องเดินด้วยท้องใช่ไหมหล่า? ออกจากโรงแรมระหว่างเดินย้อนกลับไปยังสถานที Jakjeon จะมีห้าง Outlet อยู่ขวามือ และมีร้านอาหารอยู่หลายๆ ร้าน ดูป้ายอาหารและราคาหน้าร้านพอไหว

ไม่แพงเลยเข้าไปและสั่งอุด้งร้อนๆ คนละ 1 ชาม เบ็ดเสร็จจ่ายไป 8,000 KRW (ชามละ 4,000 KRW) คุณผู้หญิงเจ้าของร้านท่าทางใจดียิ้มแย้มตลอดเวลา ตอนสั่งอาหารก็ใช้นิ้วจิ้มที่เมนู จำราคาไว้นี่แหล่ะ 4,000 KRW แล้วก็ชูนิ้วลิโพ 2 นิ้ว (สู้ตายครับ…อิอิ)

ได้อุด้งร้อนๆ พร้อมเครื่องเคียงมา หม่ำกันเลยจ้า….อิ่ม ระหว่างทานอยู่ก็เห็นเครื่องทำกาแฟตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้า-ออกของร้าน หัวสมองเริ่มสั่งการฟรีเปล่าหนอ…ฟรีแล้วทำไมมีช่องหยอดเหรียญล่ะ

และยังไม่เห็นมีใครมากดดูให้เป็นแบบอย่างเลย…อือ…ถามเองในใจ แล้วก็ตอบเองในใจ ไม่เอาดีกว่าสงสัยเสียเงิน 5555 (แล้วก็สรุปเองในใจ)

เหวอ…งวย…แล้วก็งงดีแท้???

จุดมุ่งหมายของเราวันนี้มีการสลับแผนนิดหน่อยเนื่องจากตอนค่ำมีนัดทานข้าวกับ Mr. Scott เพื่อนใหม่ของเราจากตอนที่แล้ว เลยดึงเอารายการวันพรุ่งนี้มาเป็นวันนี้แทน…เรากำลังจะไปอินชอนไชน่าทาวน์ (Incheon Chinatown) กัน

หลังจากออกจากร้านอาหารเราก็เดินกันไปที่สถานี Jakjeon แล้วนั่งรถไปลงสถานี Bupyeong เพื่อ Transfer ไป Subway line 1 (สีน้ำเงิน) เพื่อไปลงสถานีสุดท้าย คือ Incheon Station

แต่พอถึงสถานี Dongincheon ลงกันทั้งคันรถ เอ๊ะ…ไงหว่า…แล้วรถคันนี้ไม่ไป Incheon เหรอ เห็นเค้าลงกันหมด ก็คิดเอาเองว่าสุดสายเลยลงตามๆ เค้าไปเฉยเลย ลงเสร็จก็เดินออกไปนอกสถานี มองหาอินชอนไชน่าทาวน์ (Incheon Chinatown) เหวอไปเลยล่ะ  งัดเอาคู่มือขึ้นมาดูอีกเพื่อความแน่ใจตกลงสถานีไหนหนอ

มั่นใจในคู่มือว่าให้ลงสถานี Incheon แน่ๆ ก็เลยพากันย้อนกลับเข้าสถานีอีกครั้ง แล้วก็นั่งรถต่อไปอีก 1 สถานี เพื่อลง Incheon Station ให้จงได้…พอเราลงที่สถานี Incheon เดินออกมาที่หน้าสถานี ผ่าง!….อินชอนไชน่าทาวน์ (Incheon Chinatown) ที่เราตามหาตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนนั่นเอง

Chinatown ที่แตกต่าง ???

อินชอนไชน่าทาวน์ (Incheon Chinatown) ที่นี่เป็นแบบชาวบ้านอยู่กันจริงๆ กลิ่นไอและบรรยากาศดีกว่าอินชอนไชน่าทาวน์ (Incheon Chinatown) เมื่อหลายวันก่อน เดินเล่นไปตามถนนเก็บภาพสวยๆ ของตึกรามบ้านช่อง

มีร้านอาหารจีน เกาหลี และร้านขายของที่ระลึกแบบจีนๆ เยอะๆ นักท่องเที่ยวมากันเยอะมากอาจจะเป็นเพราะตรงกับวันขึ้นปีใหม่พอดี แต่เท่าที่สังเกตดูจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น จีน และเกาหลี ซะส่วนใหญ่

ไต่ขึ้นไป…Jayu Park (Freedom Park)

เมื่อเราเดินไปตามถนนในตัว China Town จะเป็นที่ตั้งของสวนชายุ หรือ สวนอิสระ (Jayu Park or Freedom Park Incheon) ตั้งอยู่บนเนินเขาด้านขวามือของเรา ไต่กันขึ้นไปเลย…ไม่ถึงกับขั้นว่าต้องไต่กันขึ้นไปหรอกค่ะ เค้าจะมีทางเดินขึ้นไปให้เลือกขึ้นทั้งบันไดและแบบทางเรียบเดินขึ้นเนิน เจ้าบันได้ที่ว่านี่คือ

บันไดเขตแดนชองอิลโชเกระหว่างชาวจีนและชาวญี่ปุ่น (Cheongiljogye Boundary Stairs Chinese and Japanese Settlements) เป็นบันไดที่เป็นเขตแดนกั้นระหว่างพ่อค้าชาวจีนที่เดินทางมาทำการค้าขายตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 และชาวญี่ปุ่น

ลักษณะสถาปัตยกรรมในแต่ละด้านจะเป็นแบบจีนและญี่ปุ่น ส่วนในสวนอิสระมีการสร้างรูปปั้นของนายพลแมคอาเธอร์ (General MacArthur) เพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ยกพลขึ้นบกของกองทัพอเมริกันในปี ค.ศ. 1950 ไว้

แต่สำหรับเราสองคนก็ได้แค่ถ่ายรูปที่ป้ายก็หมดแรงไปตามๆ กัน ก็เลยพากันเดินเล่นสักพักใหญ่ๆ ก่อนจะพากันกับมาตั้งต้นที่ Incheon Station เพื่อไปยังที่หมายต่อไปอีกครั้ง

อดไปชิมอาหารทะเลย่าน Wolmido Island

ด้วยความเรื่อยเปื่อยของเราเดินมาถึงสถานีก็ปาเข้าไปเกือบ 5 โมงเย็นแล้ว จริงๆ ต้องไปต่อกันที่เกาะวอลมิโด (Wolmido Island) โดยต้องต่อรถบัสสาย 2, 23 หรือ 45 ที่หน้าสถานี Incheon แล้วลงสุดสายที่เกาะวอลมิโด (Wolmido Island)

หรือสามารถเรียกรถแท็กซี่ ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีสำหรับการนั่งรถแท็กซี่ แต่ด้วยวันนี้มีนัดทานมื้อค่ำกับ Mr. Scott โดยนัดเจอกันที่สถานี Jakjeon ประมาณ 6 โมงเย็น ก็เลยขอบอกว่าฝากไว้ก่อนเถอะนะ…เกาะวอลมิโด (Wolmido Island) ไว้เราเจอกันแน่…

คนถามพูดอังกฤษ…คนตอบพูดเกาหลี …แล้วจะรู้เรื่องกันไหมล่ะเนี่ย??!!

ใกล้จะได้เวลานัดแล้วสินะ ต้องติดต่อกับ Mr. Scott เพื่อขอเลื่อนเวลาเพราะคาดว่าน่าจะไปไม่ทัน งัดเอากระดาษที่ Mr. Scott เขียนเบอร์มือถือทิ้งไว้ให้ตั้งแต่อยู่บนเครื่องขึ้นมา

มองหาโทรศัพท์สาธารณะก็ไม่เจอ เดินเข้าไปในสถานี Incheon เห็นตำรวจนายหนึ่งกับเจ้าหน้าที่ชาย 1 ท่านกำลังงัดแงะตู้ ATM เอ้ย…เอาเงินเติมใส่ตู้ เข้าไปถามก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ว้า…ไม่สำเร็จ

เดินย้อนออกมาหน้าสถานีเห็นร้านขายของชำเล็กๆ เดินเข้าไปถามเพื่อหาซื้อบัตรโทรศัพท์ก็มีแต่แบบภายในประเทศราคา 5,000 won ก็ไม่รู้จะโทรหาใครให้หมด 5,000 won เลยเดินวนหาตู้โทรศัพท์สาธารณะจนเจออยู่ด้านข้างของอาคารสถานี เอาล่ะทีนี้มีช่องให้หยอดเหรียญ และมีรูปบัตร T Money ด้วย

ลองเอาบัตรวางในตำแหน่งของรูปก็ไม่เห็นจะทำอะไรได้ ลองเอาสอดดูก็ไม่ผ่าน เอ๊ะวุ้ย…เห็นมีบัตรวางอยู่ด้านบนเหนือโทรศัพท์ลองเอามาเสียบในช่องเผื่อจะฟลุ๊ค…อ่าว…ไม่ฟลุ๊คอีก ก็เลยว่าต้องไปแลกเหรียญแล้วล่ะ เพราะไม่มีเหรียญติดตัวเล

เดินเข้าไปที่ร้าน Mini Mart ในสถานี พี่ช้างโชว์กระดาษที่เขียนเบอร์มือถือพร้อมพูดภาษาอังกฤษว่าขอแลกเหรียญไปโทรศัพท์หาเบอร์นี้หน่อยนะครับ คุณผู้หญิงเจ้าของร้านหน้าตาใจดีก็พูดภาษาเกาหลี ว่า ก็ไปโทรสิคะ ตู้โทรศัพท์อยู่ด้านข้างนี่นะเธอ

พร้อมชี้มือชี้ไม้ประกอบ (อันนี้ใช้โทรจิตแปลนะ…อิอิ) พี่ช้างค่อยๆ ยื่นธนบัตรใบละ 1,000 won ส่งให้คุณผู้หญิงเจ้าของร้านที่ทำท่าว่า “อ๋อ…แลกเหรียญใช่ไหมคะ” แล้วก็นับเหรียญละ 100 won 5 เหรียญ และเหรียญ 500 won อีก 1 เหรียญส่งให้พร้อมรับธนบัตรกลับ

เราสองคนกล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับ คุณผู้หญิงยิ้มพร้อมโค้งคำนับอย่างใจดี 5555 คุยกันคนละภาษาแต่เข้าใจกันได้ นี่ใช่ไหมหนอ…”การคุยด้วยหัวใจ”

นิชคุณ…หล่อ…หุ่นดี…เสียงเลิศ กับ หมูย่างเกาหลี แสนอร่อย

แล้วเราก็ได้โทรหา Mr. Scott พร้อมกับเปลี่ยนที่นัดหมายจากเดิม Jakjeon Station ไปเป็น Bupyeong Station เมื่อเราไปถึงสถานีที่นัดหมายก็พบว่า Mr. Scott และแฟนสาวมายืนรอหน้ายิ้มที่ตรงทางออกแล้ว

จากนั้นเค้าก็พาเราเดินมุดขึ้นมุดลงไปมาขอบอกว่างงจ้า (อีกแล้ว) แต่ตระการตามากๆ ประมาณสยามสแควร์บ้านเราได้มั้ง หนุ่มสาววัยรุ่นเดินกันให้ขวักไขว่ และอากาศหนาวๆ มากๆ ระหว่างทางที่เดินกันไปพี่ช้างก็เดินคุยกับ Mr. Scott ไป

ส่วนเราก็เดินคุยกับแฟนสาวของ Mr. Scott ที่ชื่อ Ms. Pum เป็นสาวชาวเกาหลี หน้าตาน่ารักสดใส พูดภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อล่ะค่ะ หนึ่งหัวเรื่องที่คุยกันที่เรารู้สึกปลื้มซะงั้นทั้งที่ไม่เกี่ยวอะไรเลย

คือ Ms. Pum พูดประมาณว่ามีนักร้องคนไทยที่นี่ด้วยนะ เราก็อ๋อนิชคุณ เธอพูดไปพร้อมทำท่าดีใจบอกว่าใช่แล้ว นิคุณ ทั้งหล่อ หุ่นดี และเสียงดี เราก็อดยิ้มแก้มปริไม่ได้ และดีใจที่เด็กคนนี้เป็นที่นิยมชมชอบในประเทศเกาหลี

เดินไปได้สักพักใหญ่ก็มาจบกันที่ร้านหมูย่างเกาหลี เรามีโอกาสได้ลิ้มลองครั้งแรกในชีวิตและรู้สึกว่าอร่อยมากๆ ด้วยความที่หิวจัดเลยลืมถ่ายรูปทั้งรูปอาหารและรูปของ Mr. Scott และ Ms. Pum ไปซะงั้น

(มุมนี้ขอประชดตัวเอง…แหม…แล้วจวกหัวข้อย่อยซะอย่างกับได้ไปดินเน่อร์กับนิชคุณแหน่ะ…ทำไปได้นะเรา)

เกิดเรื่องกับรองเท้าจนได้

และแล้วมื้อค่ำกับการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวของประเทศตัวเองก็ผ่านพ้นไป Mr. Scott ชวนไปเล่นบิลเลียตต่อ แต่เราเกิดปัญหากับรองเท้าของน้องลิงตั้งแต่อยู่ที่อินชอนไชน่าทาวน์ (Incheon Chinatown) แล้ว

เรื่องของเรื่องคือตอนนั้นรู้สึกเมื่อยมากๆ เลยนั่งยองๆ เพื่อพักขาสักไม่เกิน 5 นาทีเห็นจะได้ พอตอนลุกขึ้นยืนเท่านั้นแหล่ะ จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นจัดและปวดที่เท้า เหมือนยืนอยู่บนน้ำแข็งขึ้นมา โดยเฉพาะที่เท้าซ้าย

น้องลิงก็บ่นๆ ว่าไม่น่านั่งเลย เท้าปวดและเย็นมากจนแทบเดินไม่ไหว ก็คิดไปเองว่าเป็นเพราะเหน็บชาเดี๋ยวคงหาย (ว่าไปนั่น) ทีนี้ยิ่งเดินยิ่งรู้สึกเย็นและยิ่งปวดมากขึ้น เลยชักสงสัยก้มลงดูที่รองเท้า อ้าวรองเท้าเป็นรอยแตกบริเวณรอยพับที่เกิดจากเวลาเรานั่งยองๆ นั่นเอง โดยเฉพาะข้างซ้าย ก็เลยทำให้ความเย็นและความชื้นเข้ามาในรองเท้า

ทั้งๆ ที่ใส่ถุงเท้าตั้ง 3 ชั้นนะเนี่ย ว่าอุตสาห์เลือกรองเท้าคู่ที่มิดชิดไม่ให้ความชื้นและความเย็นเข้าแล้วนะ ตั้งใจว่าจะแวะซื้อก่อนไปพบกับ Mr. Scott แต่อย่างที่บอกว่าเค้ามารอตรงทางออกก็เลยข้ามไปก่อน ด้วยความเกรงใจเอาไว้ค่อยซื้อทีหลังก็แล้วกัน

พอพี่ช้างเล่าให้ Mr. Scott ฟังเรื่องรองเท้า เค้าก็ใจดีและมีน้ำใจมากว่าจะพากันไปซื้อก่อนก็ได้นะ เราก็เกรงใจและไม่อยากให้เค้าเสียเวลาก็เลยบอกว่าขอแยกตัวกลับก่อนดีกว่า

พุลโกกี (Bulgogi, 불고기 – เนื้อย่างเกาหลี  (Fire meat)

หายคาใจซักที…ฟรีหรือไม่ฟรี…กับเครื่องทำกาแฟตามร้านอาหาร???

พอเช็คบิลและจ่ายเงินเรียบร้อยกำลังจะเดินออกจากร้าน Mr. Scott ก็ชวนกันกดกาแฟที่เครื่องทำกาแฟในร้าน เราก็ถามว่าฟรีเหรอ Mr. Scott บอกว่าฟรี แล้วก็กดแจกคนละแก้ว เย้ๆ เจอของฟรีแล้ว ต่อไปฉันจะกดทุกที่ที่เจอเธอ…ให้สัญญาจริงๆ นะ

Mr. Scott และ Ms. Pum ก็พาเราเดินมุดขึ้น มุดลง อีกแล้ว (งงต่อ) พร้อมกับแนะนำเพื่อนสาวชาวอเมริกาอีกคนที่มาสมทบทีหลัง (ขออภัยจริงๆ ค่ะ ที่จำชื่อเธอไม่ได้ นิสัยแย่จังเรา) แล้วก็แยกกัน โดยบอกให้เราเดินตรงไปเรื่อยๆ ไม่เกิน 10 นาทีก็จะถึงสถานนี Bupyeong Market เพื่อนั่ง Subway กลับโรงแรม Hotel Charis Incheon

ทำไม…ไม่คิดได้ก่อนถอดนะ???

สุดท้ายก็กลับมาถึงโรงแรม Hotel Charis Incheon โดยที่เดินแบบปวดและเย็นเท้ามากๆ เพราะยังหาซื้อรองเท้าไม่ได้ กลับมาถึงถอดเครื่องนุ่งห่มสารพัดรายการที่โพกไว้กันหนาวออก ยังไม่ถึง 10 นาที หิวซะงั้น

ความคิดแวบแรกมาม่าเกาหลี กับนมกล้วยที่เลื่องชื่อยังไม่ได้ลองเลย ก็เริ่มโพกเครื่องแต่งกายกันใหม่แล้วออกไปหาซื้อมาหม่ำกันสมใจอยากจากร้านสะดวกซื้อในซอยใกล้ๆ โรงแรมนั่นแหล่ะ

เมื่อหนังท้องตึงก็ได้เวลาพักผ่อนแล้ว เอ๊ะทำไมนิ้วหัวแม่โป้งปวดไม่เลิกนะ ยกขึ้นมาเจ้านิ้วหัวแม่โป้งเท้าข้างซ้ายนี้เป็นสีม่วงปี๋แทบทั้งเล็บเลย ส่วนด้านขวาเป็นช้ำเลือดแค่จุดไม่ใหญ่มาก 1 จุด

คงจะเกิดจากการจิกเท้าตอนลุกขึ้นยืนแน่ๆ เลย ได้เรื่องจนได้เรา…สำหรับวันนี้คงต้องไปนอนก่อนล่ะนะ…พรุ่งนี้ลุยกันต่อ ตื่นเต้นจังอยากให้เช้าไวๆ ยังมีอะไรให้ต้องค้นหาอีกเนาะ…ที่นี่เกาหลี ค่ะ