ตอนที่ 20 สรุปในการท่องเที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง

กลับมาถึง LCC Terminal มาเลเซียประมาณ 05.05 น. ลงเดินนิดหน่อย เข้าสู่อาคารเพื่อผ่าน ตม. แต่เราไม่ได้เขียนใบผ่าน ตม บนเครื่อง กะไว้ว่าจะมาเขียนแถว ตม. เนี่ยแหล่ะ ระหว่างนั่งเขียนไปสักแป๊บ เมื่อเงยน่าอีกทีโอ๊ะโอว…แถวชาวต่างชาติยาวพรึ่บคดเป็นงูเลี้ยวไปเลี้ยวมา

เรารีบไปต่อแถวแทบไม่ทัน เบ็ดสร็จขั้นตอนผ่าน ตม. ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง เรื่องช้าน่ะไม่เท่าไหร่ แต่กลัวเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรขึ้น กับกระเป๋าเหมือนขามาหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง

รอต่อไป…

หลังจากได้กระเป๋าที่อยู่ในสภาพ เรียบร้อยปลอดภัยดีทุกอย่าง พากันไปหาอะไรทานที่ Food Court เป็นประมาณข้าวราดแกง มีเครื่องเคียงเป็นถั่วลิสง และปลาตัวเล็กทอดพร้อมกาแฟร้อนคนละ 1 ชุด

แล้วก็ได้แต่รอเวลาเพื่อเช็คอินและโหลดกระเป๋า ผ่านไปจนกระทั่งเวลา 8.40 น. เช็คอินและโหลดกระเป๋า แล้วก็รอจนกระทั่งเวลา 11.35 น. เอ๊ะ!….ให้รู้สึกแปลกใจทำไมยังไม่เปิดเกท เดินไปสอบถามเจ้าหน้าที่เค้าตอบว่า ไฟลท์ดีเลย์ 1 ชั่วโมง แล้วทำท่าประมาณว่าไม่รู้เรื่องเลยหรือไง

นั่นสินะ…ทำไมไม่เห็นรู้เรื่องเลยนะ ก็คุยๆ กันว่าเค้าอาจจะส่งอีเมล์ หรือแจ้งไปที่เบอร์มือถือแล้วก็เป็นได้ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้เช็คอีเมล์เมื่อเช้า และไม่ได้นำมือถือมาเองเลยพลาดข่าว ก็รอกันต่อไปจนในที่สุดก็เรียกขึ้นเครื่อง และมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

เฟอะฟะจนวันสุดท้ายเลยหรือนี่

เราพากันผ่านขั้นตอนต่างๆ มาเรียบร้อยด้วยดี และจะเดินทางกลับที่พักโดยนั่งรถ Airport Rail Link ไปลงยังสถานีรามคำแหง ที่ชั้น B1 เริ่มจากจ่ายค่ารถใส่ธนบัตรใบละ 100 เข้าไป ต้องจ่ายค่ารถ 30 บาทต่อคน

ปรากฏว่ากดไปแค่คนเดียว เครื่องทอนกลับมาเป็นเหรียญ 5 ประมาณ 2-3 เหรียญ นอกนั้นเป็นเหรียญบาทล้วนๆ หล่นมาพั่บๆ นับไม่ทัน มีเจ้าหน้าที่เดินมาช่วยดู แล้วแจ้งว่าพอดีเหรียญ 5 และเหรียญ 10 หมด ก็เลยช่วยๆ กันหยอดเหรียญ เพื่อจ่ายค่ารถสำหรับอีกคนจนเรียบร้อย

เมื่อเดินทางมาถึงสถานีรามคำแหงอย่างเรียบร้อยดี ก็ยังไม่วายเฟอะฟะอีกจนได้ เรื่องของเรื่องคือ มีหนุ่มคนหนึ่งหน้าตาเหมือนคนไทย แต่เป็นชาวต่างชาติลงลิฟท์มาพร้อมๆ กัน แต่ต้องออกไปยังช่องทางออก เพื่อคืนเหรียญของสถานีก่อน

ทีนี้ต้องต่อลิฟท์อีกตัวเพื่อลงสู่ชั้นล่าง แต่เราก็เฟอะฟะไปบอกกับเค้าว่าให้ลงบันไดโน่นเลยนะๆๆๆ พอเราออกจากช่องคืนเหรียญก็ป๊ะเข้าให้กับลิฟท์ลงข้างล่าง แต่ชายหนุ่มน่ะลงบันไดไปเสียแล้ว

มาป๊ะกันอีกทีเมื่อถึงชั้นล่าง ก็ต้องรีบขอโทษขอโพยว่า นี่เป็นครั้งแรกของเราเลยนะเนี่ย สำหรับการใช้บริการ Airport Rail Link ก่อนไถ่ถามว่าเค้าผู้นั้นจะไปยังแห่งหนตำบลใด เค้าบอกว่าเดี๋ยวมีเพื่อนมารับ พร้อมกล่าวขอบคุณเรา

เราก็พากันกล่าวคำร่ำลา ก่อนเดินจากมาพร้อมพูดคุยกันว่า เราไปเที่ยวเกาหลีแล้วประทับใจ ในความช่วยเหลือที่ชาวเกาหลี มีให้นักท่องเที่ยวอย่างไร เราก็อยากปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นนั้นเหมือนกัน

โห…ไม่เคยเจอแบบนี้…จริงๆ นะ

เดินมาเห็นแท็กซี่จอดรออยู่ 3 คัน เลือกคันกลางเป๊ะ แล้วก็งงเต็ก เพราะคุณแท็กซี่เปิดกระโปรงหลังให้ แล้วไม่คิดตะลงมาช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น เราสองคนก็พากันยัดๆ กระเป๋าเข้าไป แล้วก็เข้าไปนั่งเบาะลง

“ไปไหนกันล่ะเนี่ย” ประโยคแรกที่คุณแท็กซี่ยิงคำถามใส่เรา เราบอกจุดหมายปลายทางได้แต่นั่งอึ้ง มองดูหน้าแล้วอายุอานามไม่น่าจะเกิน 30 ปีรุ่นน้องเรานะเนี่ย เอาน่า…สงสัยพวกเราจะน่าเด็ก

พอถึงจุดหมายปลายทาง ก็เป็นไปตามคาดปล่อยให้เรายักแย่ยักยันกัน เอากระเป๋าลงกันเอง คุณแท็กซี่ยังคงนั่งอยู่ในรถ โดยไม่ลงมาช่วยเหลือใดๆ หรือแม้แต่มารับค่าโดยสาร เอาน่า…ถึงที่พักแล้ว เดี๋ยวได้หาอะไรหม่ำให้หายหิว แล้วพักผ่อนให้สบายดีกว่า

เหนื่อย…แต่ประทับใจ

สำหรับการท่องเที่ยวครั้งนี้ เป็นการท่องเที่ยวต่างประเทศของเรา เราพยายามวางแผนการท่องเที่ยวให้ได้เยอะที่สุด  แต่บางทีก็เกินกำลังของเราไปบ้างที่มีป่วย เพลีย เหนื่อย และล้า แต่เมื่อใดที่เราได้ออกไปเที่ยว เราก็จะได้รับน้ำใจไมตรี จากการช่วยเหลือของชาวเกาหลี โดยเสมอมา

เราเขียนบันทึกสำหรับการท่องเที่ยวครั้งนี้ เพื่อเป็นสิ่งย้ำเตือน ถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่เราได้รับ และระลึกถึงผู้คนเหล่านั้น พร้อมขอกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” อีกสักครั้ง เราแค่อยากบอกว่า ภาษาที่เราสื่อสารกันนั้น ไม่ได้มีความหมายใดๆ เลย หากเราไม่ได้สื่อสารกันด้วยใจ

จริงอยู่ที่ว่าชาวเกาหลี มักไม่ค่อยสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ แต่หากเราลองเปิดใจ และสื่อสารกันด้วยภาษากายและภาษาใจ เราก็จะสามารถเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี และท้ายนี้ หากเรามีโอกาสคงได้พบกันอีกนะ…ประเทศเกาหลี…Seoul of Asia