ตอนที่ 2 เริ่มต้นไปท่องเที่ยวมาเลเซียด้วยแอร์เอเชีย

วันนี้เป็นวันที่เราต้องออกเดินทางไปยังมาเลเซีย ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมายนะ แค่ออกจากที่พักตอน 4 โมงเย็น(ส่วนเครื่องบินน่ะออกตอน 20.20 น. ก็บอกแล้วว่าไม่ได้ตื่นเต้น…อิอิ)

เราเลือกที่จะเดินทางไปสนามบินโดยการนั่งแท็กซี่จากที่พัก แล้วไปต่อ Airport Link ที่สถานีรามคำแหง ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี แต่คนแน่นไปนิด กว่าจะโล่งสถานีลาดกระบังนั่นแหล่ะ

เราไปถึงสนามบินประมาณ 5 โมงเย็น เอาล่ะสิเค้าเปิดให้โหลดกระเป๋าได้กี่โมงล่ะเนี่ย เดินไปถามประชาสัมพันธ์ว่ายังไม่เปิด โดยจะเปิดให้โหลดได้ก่อนเครื่องบินออก 2 ชั่วโมง ดูเวลาแล้วเหลือเฟือ

เลยว่าไปหาอะไรทานกันก่อนดีกว่า เพราะไม่ได้สั่งอาหารบนเครื่องไว้ ก็ลองมาเดินดูๆ ร้านอาหารที่ชั้น 2 โอ้…แอบมองราคาแล้วนะ แหม…รู้อย่างนี้สั่งอาหารไว้ดีกว่าอีก (ก็ไม่รู้นี่นะ…)

ทีนี้ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเคยอ่านรีวิวที่เว็บ Pantip ว่าหากมีบัตร King Power สามารถใช้เล้าจน์ได้ฟรี จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ว่าจะไปสมัครที่ซอยรางน้ำ แต่มัวแต่วุ่นๆ ก็ไม่ได้สมัคร ที่นี้ก็ไม่แน่ใจว่าสามารถสมัครบัตรแล้วใช้บริการเล้าจน์ได้เลยไหม เลยตกลงกันว่าลองเข้าไปสมัครดู หากใช้ไม่ได้ก็หา Fast Food ทานเอาก็ได้…

Air Asia…โหลดช่องไหนดี…โหลดพร้อมกันน้ำหนักกระเป๋าคิดรวมโลดจ้า!

ประมาณ 17.50 น. เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็เข้าไปต่อแถวเพื่อโหลดกระเป๋าในช่องที่มีหน้าจอว่า “Self Check in” สำหรับผู้ที่ทำการเช็คอินผ่านเว็บไซต์มาแล้ว หรือผู้ที่มาเช็คอินที่ตู้เช็คอินที่สนามบิน (สำหรับเจ้าตู้ที่ว่านี่ก็มีเจ้าหน้าที่คอยบอกว่าต้องทำอย่างไรนะ มีเรียงรายหลายตู้ค่ะ)

ข้อดีที่เห็นได้ก็คือแถวที่ต่อจะสั้นกว่าและระยะเวลาการรอการดำเนินการของผู้โดยสารแต่ละรายก็น้อยกว่าแถวที่ต้องเช็คอินและโหลดกระเป๋าพร้อมๆ กัน ตอนโหลดกระเป๋าก็แอบหวั่นๆ ใจว่าน้ำหนักกระเป๋าจะได้ไหม เพราะซื้อไว้คนละ 15 กก.

แต่เอาเข้าจริงๆ กระเป๋าใบหนึ่งใหญ่เท่าบ้าน แหะๆ แต่อีกใบเล็กลงมาครึ่งหนึ่งได้ ก็เลยลองเสี่ยงโหลดพร้อมกัน 2 ใบน้ำหนักรวมขึ้นชั่ง (ก่อนชก…ล้อเล่น) 25.65 กก. ก็ไม่เห็นว่าอะไร …เฮ้อ…โล่ง!

การโหลดกระเป๋าก็ไม่มีอะไรยุ่งยากมากนัก ยกกระเป๋าขึ้นลาง แล้วก็ยื่นพาสปอร์ตพร้อมบอร์ดดิ้งพาสที่พิมพ์มาจากบ้าน จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ตรวจเอกสาร พร้อมเขียนหมายเลข Gate ให้เราในบอร์ดดิ้งพาส และส่งคืนมากับ Passport

และมีใบ ตม. 6 แนบมาพร้อม ทำการกรอกเอกสารทั้งขาเข้าและขาออกไว้เลย โดยจะมีที่สำหรับยืนกรอกด้านหน้าทางเข้าช่องตรวจ Passport เมื่อกรอกเรียบร้อยก็เดินเข้าช่องตรวจ Passport จะมีเจ้าหน้าที่คอยเช็คความเรียบร้อยของเอกสาร แล้วก็เดินเข้าไปต่อแถวด่าน ตม.

เจ้าหน้าที่ ตม. จะทำการตรวจสอบเอกสารและปั๊ม Passport และเย็บใบขาเข้าไว้กับเล่ม จากนั้นก็เดินไปยังช่องตรวจสัมภาระ สแกนทั้งคนและสิ่งของล่ะจ้า…อิอิ

ถ้ามี Notebook ให้เอาออกจากกระเป๋าด้วยนะคะ จากนั้นก็ถอดๆๆๆ ทุกอย่างใส่ในตะกร้า (เสื้อผ้าไม่ต้องถอดนะจ๊ะ…อิอิ อ้อ…สำหรับแหวน สร้อยคอ เค้าบอกไม่ต้องถอดล่ะจ้า…) สแกนเสร็จผ่านก็เก็บๆๆๆ ของทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง และเตรียมมุ่งหน้าหา Lounge King Power Duty Free…

สมัครบัตร King Power Duty Free 500.- ได้ส่วนลด 500.- อย่างนี้ก็ทานฟรีล่ะสิ…

ในการสมัครบัตร King Power Duty Free สามารถสมัครได้ที่เล้านจ์ และใช้ได้ในวันที่สมัครเลยล่ะจ้า โดยเสียค่าสมัคร 500 บาท พร้อมยื่นบอร์ดดิ้งพาส บัตรประชาชน และ Passport แล้วก็กรอกใบสมัคร ก็จะได้รับคูปองส่วนลดและบัตรปลอม…เอ้ย…บัตรชั่วคราวจ้า

สำหรับบัตรจริงจะจัดส่งให้ทางไปรษณีย์อีก 1 เดือนถัดไปค่ะ สำหรับส่วนลดใช้ซื้อสินค้าไม่มีวันหมดอายุนะคะ เมื่อสมัครแล้วเราก็ลุยกันเลยค่ะ อิ่มเต็มที่ไปกับข้าวต้มไก่ใส่เห็ดหอม ขนมเค้ก น้ำส้ม และกาแฟ

ห้ามเกิน 7 กก. น้ำหนักของสัมภาระที่จะนำขึ้นเครื่อง แต่ไม่นับรวม…

อิ่มแล้วก็เตรียมตัวไปที่ Gate ก็จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารเล็กน้อย และแอบส่องกระเป๋าที่เราถือติดตัวว่าเกิน 7 กก. หรือไม่

ส่วนใหญ่เท่าที่สังเกตเค้าจะเพ่งเล็งพวกกระเป๋าล้อลากมากกว่า เห็นบางคนต้องเปิดกระเป๋าแล้วเลือกทิ้งของบางส่วน แต่กระเป๋าสะพายของคุณผู้หญิง และกระเป๋า Notebook ไม่นับรวมน้ำหนักนะคะ

มึน งง แต่ก็ดูดีมีน้ำใจหรือเปล่านะ…

หลังจากเข้าห้องน้ำห้องท่าและนั่งรอสักพัก ก็ได้เวลาขึ้นเครื่องกันแล้ว…เดินเข้าไปตามงวงช้างค่ะ แล้วก็มีตรวจบอร์ดดิ้งพาสค่ะ เอาล่ะสิ…แล้วนั่งตรงไหนล่ะเนี่ย…

เจอแล้วๆ…หมายเลขที่นั่งจะอยู่ด้านหน้าของช่องใส่สัมภาระเหนือเบาะนี่เอง…แหะๆ เราก็เอาแต่มองตามด้านหลังเบาะ แหม…ทำไปได้ ทีนี้ยังไม่พอค่ะ เรื่องของความโง่มึนเนี่ย 55555 คือว่าจริงๆ แล้ว พี่ช้างได้ที่นั่ง 11A และของน้องลิงเป็น 11B

ทีนี้ก็มีสาวเจ้าน่าจะเป็นชาวจีนเข้าไปด้านในสุด ซึ่งก็คือหมายเลข 11A ด้วยความที่ไม่รู้เราก็เลยแหมะลงไปในช่อง 11B เข้าให้ ป้าบ!!! ได้ผล เธอส่งเสียงพูดคุยข้ามมาหาเพื่อนสาวอีกสองคนที่นั่ง 11D และ 11E ตามลำดับ โช้งเช้งๆ คุยไรกันหว่า พี่ช้างก็เห็นว่าโห คุยข้ามหัวกันงี้ไม่สนุกแน่ เลยเสนอให้สองสาวมานั่งแทนที่เราสองคน

แล้วพี่ช้างกับน้องลิง ก็อับเปหิตัวเองไปนั่ง 11D และ 11E แทน 55555 ดูดีมีน้ำใจ แต่ที่ไหนได้ อ้าวเฮ้ย…มารู้ทีหลังจากที่นั่งไปยังไม่ทันก้นจะร้อน ว่าจริงๆ แล้วพี่ช้างอ่ะต้องนั่งริมหน้าต่าง แล้วก็ตามด้วยน้องลิง

แล้วค่อยเป็นสาวชาวจีน แล้วเค้าก็คุยกันไปสามสาว 11C 11D และ 11Eอย่างไม่ต้องข้ามหัวไปมา…ง่า…มึนจริงนะ นี่อยากจะบอกว่าแค่เริ่มต้น แล้วต่อไปล่ะไม่อยากจะคิดเลยว่าจะมันขนาดไหนสำหรับทริปนี้…อิอิ

23.30 น. เครื่องลง ณ LCCT

ระหว่างนั่งเครื่องมันก็สั่น แล้วก็สั่นเป็นระยะๆ ก็ได้แต่ภาวนากับพระองค์ว่าขอให้ลูกออกนอกประเทศครั้งแรกสำเร็จด้วยเถิด สั่นจนลืมเมาเครื่องเลยค่ะ เคยเดินทางในประเทศตอนเป็นสาวกว่านี้ เครื่องก็ลำใหญ่กว่านี้ สั่นก็แทบไม่มี ทำไมเมาได้เมาดีนะ แล้วอายุจะเกี่ยวไหมคะ อืม…นั่นสิ

ในที่สุดทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเครื่องลงอย่างปลอดภัย…เย้…แต่ที่นี่ไม่มีงวงช้างเลยต้องง่วงและงงๆ เดินตามๆ เค้าไป เดินไกลพอควรค่ะขอบอก จากลานบินไปยังอาคารของสนามบิน เพื่อผ่าน ตม. หลังจากนั้นก็เดินตามเค้าไปเพื่อไปรับกระเป๋า

กระเป๋าฉันอยู่ไหน???

เป็นการรับกระเป๋าที่สุดระทึกมากๆ จ้า ยืนรอกระเป๋าหมุนไปหมุนมาเกือบ 10 รอบ 10 ปี เอ้ย เกือบครึ่งชั่วโมงผ่านไปจนจะจำกระเป๋าได้แทบทุกใบ ลายนี้ สีนี้ แบบนี้ มาอีกแล้ว แล้วกระเป๋าฉันหล่ะไปไหน???

มีแอบมองตามรถเข็นของคนอื่นว่าหยิบผิดเปล่าน้า เนื่องจากกระเป๋ายี่ห้อโปโลคลับเนี่ยมีเป็นตับค่ะ ร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ เริ่มวิตกจริตแล้วสิเรา หายไปไหนเนี่ย ดึกก็ดึก กลัวไม่ทันรถเที่ยวสุดท้ายก็กลัว

ระหว่างที่รอเนี่ยสายพานกระเป๋าก็ติดๆ ขัดๆ ไปสองรอบแล้ว มีสัญญาร้องเตือน แล้วสายพานก็หยุดเดิน จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่มาชะโงกเข้าไปทำอะไรบางอย่าง สายพานก็เดินได้ แต่เดี๋ยวก่อนวันพระไม่ได้มีหนเดียว เฮ้ยไม่เกี่ยวจ้า

รอบที่ 3 ที่สายพานติดนี่สิคะ สัญญาณก็ตะเบ็งเสียงไป แต่ไม่ยักกะมีเจ้าหน้าที่มาดู คราวนี้เกิดเรื่องสิคะ พอสายพานหยุด กระเป๋าก็เกิดการไปกระจุกกันตรงปากทางแล้วก็ดันๆ กันจนเกิดเสียงกรอบแกรบ

ผู้โดยสาร 5-6 คนต้องช่วยกันลำเลียงกระเป๋าลงจากสายพานมาวางที่พื้น เรียกว่าต้องช่วยๆ กันงัด แทบจะโยนลงพื้น ให้เร็วที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นมีหวังดันกันพังหมดแน่

สุดท้ายกระเป๋าวางกระจัดกระจายตามพื้นเกือบ 30 ใบ มีทั้งล้อหลุด บางใบก็แตก บางใบก็ปริ เห็นแล้วให้เศร้าใจแทนเจ้าของจริงๆ มีผู้โดยสารไปตามเจ้าหน้าที่มาดู

เห็นสาวชุดแดง เดินมาชะโงกเข้าไปในช่อง แล้วก็เดินหน้านิ่งๆ จากไป โดยไม่พูดอะไรสักคำ ได้โปรดอย่าทิ้งกันอย่างนี้สินะๆ ได้แต่วิงวอนในใจ สุดท้ายก็เดาๆ กันว่าลองไปสายพานอื่นดูดีกว่า เลยไปสายพานข้างๆ สักพักมาแล้ว เห็นแล้ว กระเป๋าฉัน…เย้

Star Shutter สีเหลืองๆ เท่านั้น!!!

เฮ้อโล่งที่เจอกระเป๋าในสภาพที่สมบูรณ์ ทีนี้ก็ต้องรีบเร่งกันเพื่อหารถสีเหลืองๆ นะ ยี่ห้อ Star Shutter เท่านั้น ณ เวลานี้ ที่จะพาเราไปยังที่พักโรงแรม: Citin Seacare Pudu Hotel By Compass Hospitality, Chinatown, Kuala Lumpur

จริงๆ แล้วได้ซื้อ Sky Bus ของ Air Asia ไว้พร้อมการจองตั๋วแล้ว แต่เนื่องจาก Sky Bus จอดที่ KL Sentral ซึ่งต้องต่อรถแท็กซี่อีกที แต่เคยอ่านเรื่องราวแล้วกลัว ยิ่งดึกขนาดนี้ยิ่งกลัว ประมาณว่าขับพาวนออกนอกเส้นทาง แล้วมาส่งพร้อมเรียกค่ารถแพงโข หากไม่ให้ก็ข่มขู่ ยอมซื้อตั๋วรถใหม่ดีกว่าค่ะ

เจอแล้วที่ขายตั๋ว อ้าว…เหลืออยู่เจ้าเดียวชื่ออะไรไม่ทันดู เพราะตาจ้องแต่ Star Shutter ซึ่งไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่เลยค่ะ ถามเค้าก็บอกว่ามีแต่ของเค้าเจ้าเดียวแล้ว ราคา 8RM เราก็ถามว่าไป Puduraya ไหม เจ้าหน้าที่สาวก็ฉีกตั๋วฉับๆ แล้วบอกว่าไป KL Sentral

ส่วนพี่ช้างก็ทำท่าจะรับตั๋วเค้าอีกแหน่ะ น้องลิงก็บอกว่า KL Sentral น่ะ ถ้าต้องไปจริงๆ ก็ใช้ตั๋ว Sky Bus มีอยู่แล้วนะ เราเลยบอกว่าไม่รับล่ะค่ะ จะไป Puduraya เรามั่นใจว่าต้องมีสิ เพราะหาข้อมูลมาว่าซื้อตั๋วที่รถก็ได้นี่หน่า เลยโดนค้อนขวับๆ เข้าให้ 5555 ขอโทษค่ะ…

พากันเดินออกมาแล้วเลี้ยวซ้าย พยายามมองหารถบัส แล้วก็เจอจนได้นั่นไงล่ะ อยู่ตรงปู๊นมีจอดเรียงกันอยู่ 5-6 คันได้ แล้วก็เจอรถ Star Shutter สีเหลืองๆ ที่ท่องไว้จนได้ เพื่อความแน่ใจถามเจ้าหน้าที่

ที่นั่งขายตั๋วก่อนขึ้นรถว่าไป Puduraya ไหม และก็ถามอีกว่ารถจอดตรงข้ามโรงแรม: Citin Seacare Pudu Hotel By Compass Hospitality, Chinatown, Kuala Lumpur  ใช่ไหม เจ้าหน้าที่บอกว่าใช่แล้วก็ใช่ โอเคค่ะ…ไปโลด

พลิ้วไหว…สไลด์โค้ง

จ่ายเงินปั๊บ ก็มีเด็กน้อยช่วยโหลดกระเป๋าเข้าใต้ท้องรถเป็นที่เรียบร้อยปุ๊บ ก็ขึ้นรถไปนั่งรอไม่เกิน 20 นาที รถก็ออกประมาณเที่ยงคืนครึ่งได้ สารถีก็ขับรถไปไม่รู้ว่าเมาหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ มันค่ะ เข้าโค้งทีวาดซะพลิ้วเลยล่ะนั่น

ระหว่างเดินทางไปที่หมาย ก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อยสยบความหวาดเสียวล่ะค่ะ คุยกันเรื่องกระเป๋าเดินทางสภาพที่พังและกองระเนระนาดบนพื้น ว่าหากเจ้าของลงมาเห็นจะเป็นอย่างไรบ้างนะ แล้วเรา 2 คนเนี่ย

ก็ไปช่วยเค้างัดกระเป๋าออกจากสายพานกับเค้าด้วยเนี่ย พรุ่งนี้จะมีออกประกาศจับหรือเปล่านะ แอบกังวลไปเรื่อยเปื่อย รวมทั้งคุยกันเรื่องตารางวันพรุ่งนี้ว่าคงต้องยกเลิกการไปมะละกา เพราะสภาพที่ยับเยินของเราคืนนี้คงไม่ไหวแน่ๆ

จากที่ค้นข้อมูลมาว่าใช้เวลาประมาณ 50 นาที ก็จะถึงโรงแรม: Citin Seacare Pudu Hotel By Compass Hospitality, Chinatown, Kuala Lumpur มองๆ ดูนาฬิกาใกล้เวลาก็เริ่มชะแง้แลหากันไป นั่นไงๆ ขวามือเห็นแล้ว Chinatown พูดเสร็จปุ๊บ

ไม่เกินแว๊บรถจอดค่ะ คนลงกันเยอะพอควร คุณพี่ช้างก็ลงตามเค้าไป น้องลิงก็ตามไปติดๆ บอกให้พี่ข้างถามว่าถึงแล้วเหรอ อ่านมาไม่ใช่ไชน่าทาวน์นี่ รู้ว่าอยู่ใกล้ๆ นี่แหล่ะ

แต่คุณพี่ช้างลงไปให้เด็กน้อยเอากระเป๋าลงมาเสร็จสรรพ แล้วก็ถามว่าถึงแล้วเหรอ สารถีบอกอีก 1 ป้าย อ้าว…น้องลิงบอกพี่ช้างว่าอีก 1 ป้ายไม่ขึ้นไปก่อนเหรอ คุณพี่ช้าง ก็บอกว่าป้ายเดียวเอง น้องลิงแอบบ่นในใจ (((เคยมาหรือไงอ่ะ แล้วจะต้องไปทางไหนล่ะเนี่ย…??!!?)))

คุณพี่แท็กซี่ผู้อดทน…แต่อึดน้อยกว่าเรา 55555

ตัดสินใจเดินขึ้นไปตามทางที่รถวิ่งตุเล็งๆ ไป อ้าว…เป็นแยกไฟแดงมโหฬารมากๆ เห็นรถติดไฟแดงแล้วเลี้ยวขวามองตามไปจนลับตา สองคนพี่ช้างกับน้องลิงก็เดินลากๆ กันไปได้สักพักมีคุณพี่แท็กซี่เข้ามาถาม

แต่คุณพี่คะ เราสองคนตั้งใจแล้วว่าจะไม่นั่งแท็กซี่โดยเด็ดขาด อันนี้คิดในใจค่ะ ปากก็ปฏิเสธไปอย่างสุภาพ แต่ในใจกลัวมากๆ ค่ะ มีคำพูดว่าอย่าตัดสินคนที่ภายนอก แต่คราวนี้ต้องขอบอกว่าตัดสินไม่ผิดเลยค่ะ เพี้ยนสักนิดก็ไม่มีจริงๆ

เรื่องมันเป็นอย่างนี้เราก็ปฏิเสธไปแล้ว แต่เค้าขับรถตามไม่เลิกค่ะ จนในที่สุดก็ตัดสินใจว่าลองแวะเข้าไปในร้านอาหารนี่ก่อนแล้วกัน พอดีมีผู้คนนั่งอยู่หลายคนอยู่ คุณพี่แท็กซี่ก็ลงจากรถตามมาค่ะ…กลัวอ่ะ

พี่ช้างก็ถามผู้คนตรงนั้นแหล่ะว่าโรงแรม: Citin Seacare Pudu Hotel By Compass Hospitality, Chinatown, Kuala Lumpur  อยู่ตรงไหน แล้วก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งชี้ไปที่สี่แยกไฟแดง

เย้…เห็นแล้วป้ายไฟโรงแรม แต่ในระหว่างที่พี่ช้างกำลังถามทางอยู่นั้น น้องลิงก็สังเกตคุณพี่แท็กซี่กำลังทำปากขมุบขมิบพูดอะไรไม่รู้ แล้วก็โบ้ยปากมาที่ตัวเอง แปลจากภาษากายแล้วเหมือนกำลังจะพูดกับพี่ผู้ชายอีกคนว่า ให้บอกว่าไปกับเค้าเนี่ยแหล่ะ รับรองสบาย…กระเป๋าเบาแน่ๆ (ประโยคหลังนี้แอบเติมเองค่ะ…อิอิ)

สุดท้ายเราก็ขอบคุณผู้คนตรงนั้น (ขอบคุณมากๆ อีกครั้งค่ะ) แล้วก็เดินจากมาโดยไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคุณพี่แท็กซี่อีกเลย ก็บอกไปแล้วไงคะว่า “กลัว” จากจุดนั้นก็เดินตรงไปอีกไม่ไกลแค่เดินตรงไปแล้วก็ข้ามแยกไฟแดงเดินตรงไปก็ถึงแล้วค่ะ

Check in เกือบตีสอง…น้องคงง่วง…พี่ก็เข้าใจอยู่นะ

และแล้วก็มาถึงโรงแรม: Citin Seacare Pudu Hotel By Compass Hospitality, Chinatown, Kuala Lumpur  ในเวลาเกือบตีสองค่ะ

ก่อนหน้านี้ได้พยายามติดต่อกับโรงแรมมาตลอดเกี่ยวกับวิธีการเดินทางและเวลาในการเช็คอิน ติดต่อหลายครั้งหลายรอบถามอะไรไปก็ไม่ได้คำตอบ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ของ Ebookers อีกครั้งนะคะ ที่ช่วยติดตามประสานงานให้ จนได้รับคำตอบสั้นๆ ว่า

ยืนยันห้องจากคำถามมากมายที่ถามไป ก็ยังดีที่ยอมตอบค่ะ…อิอิ เจ้าหน้าที่ต้อนรับตอนแรกก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดีนะคะ แต่เธอเปลี่ยนได้ทันทีหลังจากที่เรายื่นเอกสารยืนยันการจอง หลังจาก Check in เรียบร้อย

เธอยื่นซองกุญแจได้ห้อง 802 เปิดซองดูเห็นใบส่วนลดค่าอาหาร 10% แนบมา เราก็ถามว่าห้องที่จองนี่รวมอาหารเช้านะ เธอก็ทำท่าไม่พอใจ พร้อมเขียนคูปองให้ตอนแรกเขียนเลข 1 ในช่องจำนวนคน แล้วแก้เป็นเลข 2 แทน หรือว่าเราจองห้องถูกไปนะ

หิว…อิ่ม…นอน

หิวมากๆ ค่ะ เหนื่อยมากๆ อีกด้วยค่ะ แต่คิดว่านอนแบบนี้คงไม่หลับแน่ๆ เลยลงมาเดินไปหาอะไรทานที่ร้านอาหารใกล้ๆ โรงแรม เป็นร้านอินเดียค่ะ สั่งข้าวราดแกงพร้อมไก่ทอด 1 ชิ้น 2 จาน โค้ก 2 กระป๋อง น้ำแข็งเปล่า 2 แก้ว รวมแล้วจ่ายไป 25RM เรารู้สึกว่าแพงจัง

อ้อ…ซื้อน้ำแร่ขนาด 1 ลิตร 1 ขวด เพิ่มอีก 2.5RM เพราะที่โรงแรมไม่มีน้ำดื่มให้นะคะ (มาทราบอีกทีก่อนกลับ 1 วันว่าสามารถกดน้ำร้อนและน้ำเย็นได้ที่บริเวณหน้าลิฟท์ชั้น 2 โดยบังเอิญเพราะกดลิฟท์แล้วลงผิดชั้นค่ะ) กลับห้องพักผ่อนดีกว่า…วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้สิ…หรือเปล่า???