ตอนที่ 19 ปิดท้ายทริปที่ Hwaseong Fortress อีกสักครั้ง • เที่ยวด้วยตัวเอง ตอนที่ 19 ปิดท้ายทริปที่ Hwaseong Fortress อีกสักครั้ง • เที่ยวด้วยตัวเอง

วันนี้เป็นวันสุดท้ายสำหรับ ทริปมาเลเซีย-เกาหลีของเราแล้วสินะ ตามแผนการท่องเที่ยวที่เราจัดเตรียมไว้ กะไว้แค่เดินเล่นชิวๆ ที่ ห้างสรรพสินค้าล็อตเต้ดิวตี้ฟรี (LOTTE Duty Free Shop Myeongdong) และ Lotte World แต่ด้วยเหตุที่การเที่ยวเมืองซูวอน (Suwon)จังหวัดคย็องกี (คย็องกีโด, Gyeonggi-do)ประเทศเกาหลีใต้ ที่ผ่านมาเรายังอยากกลับไปที่ ป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress) อีกสักครั้ง

บริการถึงที่สุดของ Hotel Mare

เราไปถึงเค้าน์เตอร์โรงแรม เพื่อทำการเช็คเอ๊าท์เวลา 9.30 น. เจ้าหน้าที่หนุ่มสาวคู่นี้ ที่บริการเราด้วยความน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ที่เรามาพักยังโรงแรมแห่งนี้ วันนี้ก็ยังคงเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา เค้ายังคงไถ่ถามด้วยความห่วงใยว่า ไฟลท์ออกกี่โมง และยังเปิดโอกาสให้เรา สามารถฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมได้ด้วย

เราบอกว่าไฟลท์ออกห้าทุ่มกว่าๆ และกำลังจะไปเที่ยวที่เมืองซูวอน (Suwon) แล้วไปต่อที่เกาะโวลมีโด (Wolmido Island)ในเมืองอินชอน ก่อนที่จะต่อรถไฟไปยังสนามบิน

เจ้าหน้าที่ทั้งสองพูดคุยปรึกษาหารือกัน แล้วหันมาแนะนำเราว่าน่าจะไม่มีเวลาพอสำหรับ 2 ที่นะ และหากฝากกระเป๋าไว้คงย้อนไปย้อนมาเสียเวลาเปล่าๆ พร้อมแนะนำว่า เดินทางจากโรงแรมไปสถานีซูวอน และจากสถานีซูวอนสามารถขึ้นรถ Shuttle Bus ไปยังสนามบินได้เลย

เราก็เลยตกลงตัดเกาะโวลมีโด (Wolmido Island) ออกจากแผนการเที่ยว และเลือกที่จะไปที่เมืองซูวอนที่เดียว  สักพักเจ้าหน้าที่ก็เคาะคอมพิวเตอร์แบบขมีขมัน พร้อมปริ๊นท์รายละเอียดรถ Shuttle Bus มาให้เรา โดยที่เราไม่ทันได้ร้องขอเลย

ก่อนจากลาขอชักรูปไว้เป็นที่ระลึก กล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับ และยังคงประทับใจโรงแรมแห่งนี้ไม่หาย ขอบขอบคุณในน้ำใจ และบริการที่แสนดีที่มอบให้ และเราจะไปพักยัง Hotel Mare แห่งนี้อีกครั้ง หากเรามีโอกาสไปเที่ยวที่เกาหลี

คุณลุงและคุณป้าพากันพยักหน้า…แล้วจะปฏิเสธได้อย่างไรกัน

จากสถานี Dapsimini เราต้องไปลงที่สถานี Singil เพื่อ Transfer ไปยัง Subway Line 1 สายสีน้ำเงิน เพื่อไปลงยังสถานี Suwon ระหว่างที่เรานั่งรถ เพื่อไปลงยังสถานี Singil ปรากฏว่าวันนี้รถค่อนข้างแน่น

เราพากันไปยืนตรงบริเวณที่นั่งของผู้สูงอายุ ที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยมีผู้คนหนาแน่นนัก ด้วยเกรงว่าสัมภาระต่างๆ ของเราจะไปเกะกะ สร้างความไม่สะดวกให้กับผู้โดยสารท่านอื่นๆ ตรงที่เรายืนมีที่นั่งอยู่ 3 ที่นั่ง

แอบมองคุณลุง และคุณป้าที่นั่งอยู่เป็นพักๆ ด้วยเกรงว่าเราและสัมภาระของเรา ที่มันดูเกะกะทุลักทุเลทุกครั้งที่รถจอด เพราะเหล่ากระเป๋าจะคอยเลื่อนไปเลื่อนมา จะทำให้เค้ารำคาญหรือเปล่านะ แต่ด้วยใบหน้าเรียบๆ นิ่งๆ ของคุณลุงและคุณป้า ทำให้เรารู้สึกไม่แน่ใจว่าเค้ารู้สึกอย่างไร

แต่เราก็มาเข้าใจว่าจริงๆ แล้วคุณลุงและคุณป้าน่ะ ก็แอบดูเราอยู่ และออกจะใจดีและน่ารักมากมาย เพราะสักพักใหญ่มีคุณลุงลงจากรถไป ทำให้ที่นั่งว่าง 1 ที่ คุณลุงที่นั่งอยู่มองหน้าน้องลิง และพยักหน้าเป็นเชิงชวนให้นั่ง

น้องลิงก็ยิ้มๆ กล้าๆ กลัวๆ เอาไงดีว้า แล้วคุณป้าที่นั่งอยู่อีกที่ ก็พยักหน้าเช่นเดียวกัน น้องลิงก็เลยกล่าวขอบคุณแล้วนั่งลงด้วยความเกรงใจ คิดในใจว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวถ้ามีคุณลุงคุณป้าขึ้นมา ค่อยลุกให้เค้านั่งก็ได้

ไปอีก 2 สถานีคุณลุงก็ลงไปเลยทำให้มีที่นั่งอีกที่ว่าง ก็มีคุณผู้หญิงลงมานั่งแทน เลยไปอีก 2 สถานี ก็มีกลุ่มคุณป้าขึ้นมาอีก 4-5 คน น้องลิงและคุณผู้หญิงลุกขึ้นให้ คุณป้ากลุ่มนั้นโดยทันที และมีโอกาสได้นั่งอีกครั้งจนถึงสถานี Singil

ก่อนจะลงจากรถน้องลิงหันไปกล่าวขอบคุณ และโค้งคำนับคุณป้าที่ยังคงนั่งอยู่อีกครั้ง แต่คุณป้าก็พูดภาษาเกาหลี โดยแปลทางโทรจิตว่า ป้าก็ลงสถานีนี้เหมือนกันจ้ะ…ถึงอย่างไรเราก็ยังอยากขอบคุณ สำหรับน้ำใจที่ได้รับในวันนั้นมาอีกครั้ง…ที่เข้าใจและไม่รำคาญเรา ที่ไปเกะกะอยู่ตรงหน้าซะขนาดนั้น…ขอบคุณมากค่ะ-ครับ

และแล้วก็มีโอกาสได้ลองฝากกระเป๋ากับตู้ล็อกเกอร์เสียที

หลังจากมาถึงสถานี Suwon พากันเดินตามป้าย เพื่อออกมายังทางที่จะไปทางออกที่ 5 เรามองหาตู้ล็อคเกอร์ เพื่อทำการฝากสัมภาระ ยืนเงอะๆ งะๆ กันสักพัก ก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรล่ะเนี่ย

สักพักมีคุณลุงหน้าตาใจดีมางัดตู้ เอ้ย ไขตู้ต่างๆ อยู่ คาดว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ เข้ามาช่วยสั่งสอน โดยพูดเป็นภาษาเกาหลี เริ่มจาก 1 ถึง 5 ขั้นตอนนะ แต่ขอบอกตรงๆ เลยว่า จำไม่ได้สักกะขั้นตอนล่ะนะ เพราะท้ายสุดพอคุณลุงอธิบายในแต่ละขั้น เราก็ได้แต่ยืนมองหน้าเหวอๆ กัน

สุดท้ายและท้ายสุดเท่ากับว่า คุณลุงทำให้ทุกขั้นตอนเลยล่ะทีนี้ แถมบอกว่าหากมีปัญหาอะไร ให้โทรตามเบอร์ที่อยู่บริเวณเครื่องจ่ายเงินนี่นะ เรากล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับ โดยไม่ได้คิดเลยว่าแล้วตอนมาเอากระเป๋าออกเนี่ย จะต้องทำอย่างไรต่อไป

แต่ที่แน่ๆ คือมัวแต่เหวอ ลืมไปว่าเจ้ากล้องตัวใหญ่ที่ห้อยคออยู่เนี่ย มันไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ก็กะว่าจะใส่ตู้แล้วลืม ถามคุณลุงว่าไขกุญแจใส่เพิ่มได้ไหม ปรากฏว่าไม่ได้ล่ะจ้า…ตู้นี้ใส่แล้วใส่เลย หากจะเปิดเพื่อใส่ของเพิ่ม ต้องเริ่มจ่ายเงินใหม่…สุดท้ายปล่อยห้อยไปอย่างนี้แหล่ะดีแล้วเนาะ

Tourist Information ทางออก 5 ซ้ายมือ…ซ่อมได้

ครั้งที่แล้วมาซูวอนงงอย่างไร ครั้งนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม  อย่างไรซะวันนี้ขอไปเที่ยวที่ ป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress) ให้ได้ เราพากันออกทางออกที่ 5 แล้วเลี้ยวซ้ายไปยัง Tourist Information เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

การมาครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่แล้ว เพราะคุณพี่ผู้ชายเจ้าหน้าที่ อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ หยิบโบรชัวร์ที่มีแผนที่ มาอธิบายอย่างเสร็จสรรพว่าต้องไปอย่างไร เราเริ่มมีความหวังที่ไม่เลือนรางว่า อย่างไรซะวันนี้เราต้องได้ไปที่ ป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress) แน่ๆ

แต่ยังไม่วายรบกวนสอบถามเกี่ยวกับ Shuttle Bus ที่ต้องนั่งไปยังสนามบินอินชอน ที่ต้องใช้บริการในตอนเย็นไว้กันเหนียว ว่าต้องไปขึ้นรถที่ไหน คุณพี่เจ้าหน้าที่พามาดูด้านหน้าสำนักงาน แล้วชี้ไปที่ร้านดังกิ้นโดนัทฝั่งตรงข้ามถนน ว่าให้รอที่ป้ายรถเมล์หน้าร้านนั่นแหล่ะนะ

ยัง…ยังไม่พอ เรารบกวนได้อีก สอบถามราคาว่า ค่ารถคนละเท่าไหร่ คุณพี่ยังยิ้มได้ใจดีกลับไปที่โต๊ะเคาะคอมพิวเตอร์สักพัก ก็บอกว่าคนละ 12,000 won เอาล่ะทีนี้คงเต็มอิ่ม กับข้อมูลที่ได้รับทั้งหมดแล้ว ก็ได้เวลาพาตัวเองออกจากสำนักงานได้แล้ว

ก่อนที่จะมีเรื่องรบกวนเขาให้มากไปกว่านี้ กล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับเช่นเคย หากอยากได้ข้อมูล และแผ่นพับแผนที่เกี่ยวกับเมืองซูวอน ลองแวะมาที่นี่ Tourist Information ตรงทางออกที่ 5 ซ้ายมือนะ รับรองจุใจจ้า…

ไก่ทอดร้านสีเหลืองที่ซูวอน…อร่อยไหมนะ

พากันนั่งรถสาย 11 แล้วลงที่ Pladalmun Market เหมือนครั้งที่แล้ว จุดสังเกตง่ายๆ คือมีป้อมตรงวงเวียนขวางอยู่ข้างหน้าก็ลงได้เลย ป้ายนี้ผู้โดยสารจะลงค่อนข้างเยอะ จุดหมายเราคือ ร้านไก่ทอดสีเหลือง

จากครั้งที่แล้วได้ลิ้มลองร้านสีแดงไปแล้ว ครั้งนี้ของลองร้านสีเหลืองบ้างล่ะ จากป้ายรถเราก็เดินตรงเข้าไปยังตลาดที่อยู่ในซอย แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยที่ 2 เดินตรงไปเรื่อยๆ ประมาณไม่เกิน 200 เมตร ก็จะเจอร้านไก่ทอดร้านสีเหลือง โดยมีร้านสีแดงอยู่ตรงข้าม

วันนี้สั่งเมนูเดิมคือ ทลัคที้กี่ม (Dalgtwigim, 닭튀김 – ไก่ทอด (Deep-fried chicken)) 1 จาน และโค้ก 1 ขวด หมดไป 14,000 won แต่เราพากันสรุปว่าร้านสีแดงอร่อยกว่ามากมาย เพราะมาร้านนี้ทานกันไม่หมดล่ะ (เป็นไปได้อย่างไรกันเนี่ย)

เราลงความเห็นกันว่า มันเลี่ยนอย่างมาก เพราะแป้งเยอะมากๆ ไก่ก็ชิ้นเล็กมีแต่กระดูกซะส่วนใหญ่ กึ๋นและเท้าไก่ก็ไม่มีให้ รสชาติของไชเท้าดองหวาน และรสไม่จัดเท่าร้านสีแดง

แต่มีน้ำจิ้มนี่แหล่ะที่รสชาติจัดกว่าร้านแดง ด้วยความเลี่ยนทั้งหมด พาให้เราผะอืดผะอมและสยองไก่ทอดกันไปหลายวันเลยทีเดียว แต่อย่างไรซะ ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลเนอะ

หลบหน่อย…พระเอกมา

แผนที่ที่ได้รับมาจาก Tourist Information ตรงทางออกที่ 5 ค่อนข้างแม่นยำ และเราก็ใช้เป็นตัวนำทาง สำหรับการเดินชม ป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress)ในวันนี้

โดยเริ่มจาก Pladalmun เราเลี้ยวซ้ายจากป้ายรถ แล้วเดินข้ามถนนมาฝั่งตรงข้าม เดินลัดเข้าไปในซอยแรก เดินตรงไป ก็จะเจอกับวัดแห่งหนึ่งขวางแยกอยู่ ขณะกำลังยืนเล็งกล้องเพื่อถ่ายรูป โดยลืมว่ากำลังอยู่กลางถนน

น้องลิงเหลือบไปเห็นมอเตอร์ไซด์คันหนึ่ง กำลังวิ่งตรงมาทางเรา ก็ตะโกนโหวกเหวกบอกพี่ช้าง พร้อมพากันเบียดตัวเข้าหากัน ตรงกลางถนนนั่นแหล่ะ แต่ด้วยหน้าตาที่แสดงความเสียวสุดฤทธิ์ หรืออย่างไรไม่ทราบ

คุณลุงผู้ขับมอเตอร์ไซด์คันดังกล่าว ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นถนน ไปกับท่าทางบีบตัวและหน้าตาแสดงความกลัว ประกอบเสียงโหวกเหวกขอโทษขอโพยของเรา แล้วคุณลุงก็เลี้ยวหายเข้าไปในวัดดังกล่าว มองหลังไวๆ คาดว่าเป็นรถส่งไก่ทอดของร้านสีแดงนั่นเอง

จากนั้นเราก็เลี้ยวขวาเดินกันต่อไป สักไม่เกิน 20 เมตร ก็เจอคุณลุงมอเตอร์ไซด์คันเดิม จอดอยู่ขวามือหน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง คุณลุงส่งยิ้มมาให้แต่ไกลเพราะคงจำเราได้ เราก็ส่งยิ้มให้แก้มปริ จนเดินไปถึงจุดที่คุณลุงยืนอยู่ แล้วคุณลุงก็ยื่นถุงป๊อบคอร์นให้เรา น้องลิงกะจะคว้าหมับทั้งถุงแล้วเชียว อ่ะ..ล้อเล่น

เราพากันล้วงไปหยิบคนละคำพอ เพราะเกรงใจที่คุณลุงพยายามคะยั้นคะยอ กล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับทำไมนะช่างน่ารักเช่นนี้ แอบนึกว่าถ้าเราไปเซ่อซ่า ขวางถนนที่ไหนสักแห่ง จะได้ผลลัพธ์ที่เหมือน หรือแตกต่างไปจากนี้หรือเปล่าหนอ

ไป ป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress)โดยเดินตามแผนที่เด๊ะๆ

เดินต่อไปอีกนิดเดียวจะถึง Paldalmun Tourist Information เป็นจุดที่สามารถเดินเล่นไปตาม ป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress) ที่ทอดยาวไปเรื่อย แต่เรายังไม่เลือกที่จะขึ้นทางนี้ เลยแวะแค่เข้าห้องน้ำ

เมื่อเราเดินทะลุมาจนถึงวงเวียน ก็เลี้ยวซ้ายแล้วเดินไปตามถนน Paldalro เพื่อมุ่งสู่ Hwaseong Haenggung หยุดแวะถ่ายรูปก่อน เดินไปตามถนน Paldalro ไปสู่ Jangamun เสียค่าธรรมเนียมเช้าชม คนละ 1,000 won แล้วไต่ขึ้นไปเดินตามความยาวที่คดเคี้ยวของป้อม

ที่นี่เรามีโอกาสได้ถ่ายรูปคู่เป็นครั้งแรก เพราะคุณลุงใจดี คงเห็นเราเอาแต่ถ่ายรูปสถานที่ เลยอาสาถ่ายรูปให้แถมคุณลุงปีนขึ้นลงบนขอบป้อม ในจุดต่างๆ เพื่อหามุมให้รูปออกมาดูดี

แต่พวกเราสิเสียวคุณลุงจะหล่นลงไป ชักรูปได้ 2 รูปก็ต้องรีบกล่าวขอบคุณ พร้อมโค้งคำนับด้วยความเกรงใจ และซึ้งใจสุดๆ เราพากันเดินต่อไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ Jangamun, Bukdong Jeokdae, Bukdongchi, Bukdong Poru, Hwahongmun มาจนถึง Dongbuk Gangnu อ่านเพิ่มเติม

แล้วก็หลงทางล่ะทีนี้ เดินไปเรื่อยเปื่อยตั้งแต่บ่าย 3 โมงจนปาเข้าไปเกือบ 4 โมงครึ่ง ตามแผนแล้วเราต้องกลับไปที่สถานีซูวอน เพื่อขึ้นรถ Shuttle Bus ไปยังสนามบินอินชอนในเวลา 18.00 น.

ตอนนี้ล่ะเดินปั่นขากันเป็นระวิงเลยล่ะ โดยยึดเดินตามถนนไปเรื่อยๆ จนออกมาถึงถนนที่เริ่มมีป้ายจอดรถ และสอบถามจากคุณลุงว่า จะไปสถานีซูวอนไปอย่างไร คุณลุงพูดเกาหลีว่าป้ายนี้แหล่ะ แต่เราสิไม่รู้ว่าป้ายนี้ต้องขึ้นสายอะไร เอาน่า…อย่างน้อยก็ถูกป้ายแล้วนิ

สักพักเห็นรถสาย 10-5 มีเขียนว่า Suwon Station พี่ช้างสอบถาม คุณลุงพนักงานขับรถว่าไปได้ ก็พากันขึ้นและนั่งรถไปไม่เกิน 15 นาทีก็ถึงสถานีซูวอนจนได้

จะไปขึ้นรถ Shuttle Bus ที่ทางออกไหนดี

เดินมุดๆ เข้าไปในสถานีซูวอน เพื่อไปเอากระเป๋าที่ตู้ล็อคเกอร์ที่ฝากไว้เมื่อเช้า จะเอ๋…เจอกับคุณลุงท่านเดิม ที่ช่วยเรายัดกระเป๋า ลงในล็อคเกอร์ได้เมื่อเช้า และเหมือนเคยคุณลุงเข้ามาช่วยเรา เอากระเป๋าออกจากล็อคเกอร์ด้วย กรรมวิธี 1-5 ที่เราก็ยังคงไม่เข้าใจเหมือนเดิมจนได้

ยังนึกไม่ออกเลย ถ้าไม่เจอคุณลุงนี่ จะสามารถไหมล่ะเนี่ย … กล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับคุณลุง แล้วรีบพากันจ้ำๆ และคิดเอาเองว่า ป้ายรถน่าจะอยู่ทางออกที่ 6 เพราะอยู่กับทางออกที่ 5 ได้ผลล่ะทีนี้แบกๆ ลากๆ กระเป๋าโผล่มาทางออกที่ 6 อ้าว…ไม่เห็นเลยคนละทิศละทางแล้วล่ะนี่

เอาอย่างไรต่อขอมุดลงไปใหม่ เกิดความคิดว่าไปทางออกที่ 5 แล้วเลี้ยวขวาสิ แล้วก็ได้ผล…ผ่าง!!! ที่แท้ป้ายรถ Shuttle Bus หน้าร้านดังกิ้นโดนัทอยู่ตรงปากทางออกที่ 3 ต่างหาก

ไปถึงป้ายรถเมล์พอดีเป๊ะๆ 18.00 น. แต่…นั่งรอรถท่ามกลางความหนาวเหน็บสุดๆ ประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงได้รถถึงมา พอขึ้นรถได้ด้วยความเหนื่อยล้า เพราะเดินบ้าเลือดมาทั้งวัน ของีบสักหน่อยก็แล้วกัน…

7 กก. ที่เกาหลีนี่เคร่งเหมือนกันนะเนี่ย

มาถึงสนามบินตอนทุ่มครึ่งได้ โดยรถจะมาส่งด้านหน้าเลย แค่เดินทะลุประตูก็เข้าสู่ส่วนเช็คอิน และโหลดกระเป๋าแล้ว แต่เราพากันไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศกันก่อน โดยเลือกใส่เฉพาะเสื้อแขนยาวและกางเกงยีนส์ ถุงเท้าที่ใส่ไว้หลายคู่ก็ถอดเหลือคู่เดียว เพราะในสนามบินค่อนข้างอุ่นจนร้อน

จากนั้นจัดแจงกระเป๋าใหม่ให้เรียบร้อย ก่อนไปยังช่อง H ซึ่งเป็นส่วนของเช็คอิน และโหลดกระเป๋าของแอร์เอเชีย จากนั้นก็เดินหา Gate 110 อยู่ไหนล่ะเนี่ย เดินสักพักสอบถามเจ้าหน้าที่ Information ได้ความว่าต้องนั่งรถไฟไปนะจ๊ะ

อืม…จริงด้วยนะ ลืมไปขามาอย่างไร ขากลับก็ไม่น่าจะต่างนี่นะ เลยแถมสอบถามเจ้า T-Money ที่ลืมคืนเงินที่ค้างในบัตรอยู่ ว่าต้องทำอย่างไร เจ้าหน้าที่ว่าในนี้ไม่มีเครื่องคืนเงิน แต่เก็บไว้ได้ไม่มีวันหมดอายุ อ้าว! ไม่เป็นไรเพราะเราว่ากันว่า หากมีโอกาสเราจะกลับมาที่เกาหลีอีกแน่นอน

แล้วก็เดินตามป้าย เพื่อไปยัง Gate 110 โดยนั่งรถไฟไม่เกิน 10 นาที ผ่าน ตม. เกาหลีเรียบร้อยดี แต่ก่อนเข้าไปสแกนนะสิ เป้ที่แบกมาโดนเรียกชั่งน้ำหนักซะงั้น เราพยายามบอกว่าเป็นของฝากพวกช็อคโกแลตนะ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังยืนยันให้ชั่ง เอ้า…ชั่งก็ชั่ง และแล้วก็แค่ 4 กก. กว่าๆ เอง

เมื่อเข้ามาใน Gate เรียบร้อยดี เพิ่งจะรู้สึกว่าหิว เพราะตั้งแต่กลางวัน ไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเลย ด้วยเวลานี้ประมาณเกือบ 4 ทุ่มแล้ว ร้านรวงเริ่มทยอยปิด แม้แต่ร้านสุดท้ายที่ดับความหวังเราดังพรึ่บ มุ่งเข้าไปร้านดังกิ้นโดนัท หมายมั่นว่าอย่างน้อยมีอะไรรองท้องหน่อยก็ยังดี แต่พนักงานสาวแจ้งว่าปิดแล้ว…อดจนได้

แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ามีเจ้า Krispy Kreme ที่เหลืออยู่เมื่อวานใส่ไว้ในเป้นี่นะ เลยงัดขึ้นมาหม่ำกันจนเรียบ หิวน้ำล่ะสิทำอย่างไร นั่นไงน้ำดื่มสาธารณะไง แอบเห็นสาวขาวต่างชาติ เอาขวดเปล่ามาเติมน้ำด้วย เราเลยว่ากันว่าคราวหน้าเอามั่งดีกว่าแบบนี้

แล้วก็รอ…และรอจนได้เวลาขึ้นเครื่องประมาณ 23.20 น. ระหว่างเดินทางจากสนามบินอินชอนสู่ LCCT ไม่สามารถหลับได้เลย พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถ คราวหน้าเห็นทีจะต้องหายาแก้แพ้ หรือยาแก้เมารถมาเป็นตัวช่วยซะแล้ว…

Back to Top ↑