ตอนที่ 18 Myeong-dong Catholic Cathedral

วันนี้ตื่นเช้าลงมารับอาหารเช้าเหมือนเดิม เปิดดูถาดอาหารทำไมถึงได้โล่งจัง เกลี้ยงหมดทุกถาด ตกกะใจเป็นยิ่งนักนี่เราตื่นสายขนาดนั้นเลยหรือนี่ ไปถามที่เค้าน์เตอร์ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว ใจคิดไปเองเพราะมีปัญหากับนาฬิกาที่สุดแสนจะไฮเทค กดไม่เป็นตั้งแต่อยู่มาเลเซียแล้ว กว่าจะเซ็ทเวลากันได้ตั้งนาน แล้วนี่เมื่อคืนเราไปกดอะไรเล่นหรือเปล่านะ เจ้าหน้าที่บอกว่าเจ็ดโมงเช้า แต่อาหารไม่ทันเนื่องจากมีปัญหากับเตาทำให้ปรุงอาหารไม่เสร็จ เราก็อ้อ…โล่งอก

แปลกแต่จริง!!!

แค่แป๊บเดียวเจ้าหน้าที่สาวก็นำอาหารใส่จานมาให้เราก่อน จัดมาให้แบบเต็มๆ ทุกอย่าง แต่เราเห็นว่าทานกันไม่หมดแน่ๆ เลยแบ่งมาแค่พอทานแล้วนำไปคืน ก็นับว่าแก้ปัญหาได้ไวมากๆ ที่ว่าแปลกก็คือวันนี้ตั้งใจกันว่าลงมาเพื่อเก็บรูปภาพของอาหารและห้องอาหารของโรงแรมเพื่อทำรีวิวเกี่ยวกับ Hotel Mare ก็มาเจอแจ๊กพ็อตเข้าให้ เลยไม่มีภาพถ่ายของอาหารในถาด แต่เป็นในจานแทนซะงั้น อย่างที่บอกที่โรงแรมแห่งนี้บริการและทุกอย่างดีมากๆ ยกเว้นอาหารเช้าจะเหมือนกันทุกๆ เช้าเลย แล้วนี่เราก็ทานกันมานับเป็นเช้าที่ 6 แล้วสินะ แต่ก็ยังคงอร่อยเหมือนเดิมเนาะ (แล้วจะบ่นทำไมล่ะเนี่ย)

จะไปทางไหนดี?

เราพากันออกจากโรงแรมตอน 9.00 น. โดยที่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี เราไม่ค่อยสนุกกันเท่าไหร่เมื่ออยู่ที่โซล เบื่อๆ เนือยๆ ไปตามๆ กัน แผนท่องเที่ยวที่ทำมาก็กระจัดกระจายไปหมด เรียกว่าเปลี่ยนกันวันต่อวันเลยทีเดียว เดินมานั่งจุ้มปุ๊กหาที่ไปกันที่สถานี Dapsimni ก็ตกลงปลงใจกันว่าวันนี้เราจะเดินกันแบบเรื่อยเปื่อยมั่วซั่วไปก็แล้วกัน (แหม…ทำอย่างกับว่าที่ผ่านมาจะไม่ค่อยมั่วเลย)

สรุปไปเดินเล่นแถว City Hall ก็แล้วกัน โดยไปลงที่สถานี Wangsimni เพื่อ Transfer ไปยัง Subway Line 2 สีเขียว เพื่อไปลงที่สถานี City Hall พอออกมาที่ทางออกที่ 1 มองไปด้านซ้ายมือก็จะมีพระราชวัง Deoksugung แอบถ่ายรูปเฉพาะด้านหน้า ขณะกำลังงมๆ แผนที่เพื่อจะหาทางไป City Hall ก็มีเจ้าหน้าที่ Information เสื้อแจ็คเก็ตสีแดงหนุ่มสาวคู่หนึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือ (เป็นเจ้าหน้าที่ที่คอยให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเหมือนที่เคยเจอที่ Itaewon) เจ้าหน้าที่ชี้ไปที่ฝั่งตรงข้ามของอีกฟากถนนว่าคือ City Hall ก็ใกล้ๆ กันนิดเดียวเอง หากออกมาจากสถานีก็อยู่ฝั่งขวามือเรานั่นเอง

เราก็ถ่ายรูปคู่กับเจ้าหน้าที่ทั้งสองท่านก่อนกล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับ เดินตรงไปแล้วก็เปลี่ยนใจไม่ไป City Hall เพราะมองข้ามไปเห็นกำลังก่อสร้างและถนนก็ช่างดูวุ่นวายไปด้วยรถรามากมาย ก็เลยว่าเอาเป็นว่าเดินเล่นไปตามถนนเนี่ยแหล่ะ เดินไปเรื่อยๆ แบบไร้จุดหมาย และไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน และกำลังจะไปไหน…ช่างไร้สาระสิ้นดี วันนี้เซ็งๆ พรุ่งนี้ต้องกลับแล้ว ไม่อยากกลับเลย และน่าจะจัดช่วงที่อยู่เกาะเชจูให้นานหน่อยก็คงจะดี…ทำอย่างไรได้ก็มันผ่านไปแล้วนี่นา (บ่นอะไรอีกแล้วล่ะเนี่ย)

มาโผล่ The Museum of Agriculture ซะงั้น

จากถนนที่ผ่านพระราชวังถ๊อกซูกุง (DEOKSUGUNG PALACE) และ City Hall เราเดินตรงมาเรื่อยๆ จนถึง Donghwa Duty Free Shop (ในแผนที่จะเขียนไว้ว่า Donghwa DFS) แล้วเราก็เลี้ยวซ้ายไปตามถนนผ่านตึกสูงอาคารสวยมากมายเดินไปเรื่อยๆ ตามถนนใหญ่ยึดเลี้ยวซ้ายเข้าไว้ไปกันเรื่อยๆ แล้วจู่ๆ เราก็มาโผล่ยัง The Museum of Agriculture พากันเข้าไปเดินชมพิพิธภัณฑ์ สำหรับที่นี่ไม่มีค่าบัตรผ่านประตูแต่ห้ามถ่ายรูป เผลอถ่ายไป 1-2 รูป คิดขึ้นมาได้กลับมาถามเจ้าหน้าที่ที่เค้าน์เตอร์อีกทีเค้าบอกว่าห้ามถ่าย

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงเกี่ยวกับการเกษตรกรรมของประเทศเกาหลี โดยชั้นที่ 1 จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับการเกษตรและการเพาะปลูกตั้งแต่สมัยยุคหินจนถึงยุคปัจจุบัน ชั้นที่ 2 จัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของเกษตรกรตั้งแต่การปลูกข้าวและปลูกพืชเกษตรต่างๆ ใน 4 ฤดูกาลจนไปสู่การนำพืชผลไปยังตลาดซื้อขาย และชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้าย จัดแสดงเกี่ยวกับ Nonghyup (ในภาษาเกาหลี) หรือ The National Agricultural Cooperative Federation เป็นสหพันธ์ของสหกรณ์การเกษตรในประเทศเกาหลีใต้ เอาเป็นว่าอดถ่ายรูปต้องไปแอบดูและหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ The Museum of Agriculture (ภาษาเกาหลี)

มาฝากท้องร้านอร่อยที่เมียงดงอีกสักครั้ง

เรียกว่าเดินกันจนหิวนี่ก็ปาไปเกือบบ่าย 2 โมงแล้ว ใกล้ๆ กับ The Museum of Agriculture เราพากันเดินเข้าตรงทางออกที่ 6 เพื่อหาทางไปเมียงดง มาจนเกือบวันสุดท้ายเพิ่งจะเริ่มคุ้นการใช้แผนที่ Subway ที่เป็นซากยับเยินอยู่ในมือแบบคล่องแคล่วขึ้น จากสถานี Seodaemun Subway Line 5 สายสีม่วง เราไปลงที่สถานี Dongdaemun History Culture Park เพื่อ Transfer ไปยัง Subway Line 2 สายสีฟ้า ไปลงยังสถานี Myeong-dong และไปที่ร้านเดิมสั่งเมนูเดิมเหมือนเมื่อวานคือ ข้าวยำและซุปกิมจิ และยังคงเอร็ดอร่อยเหมือนเดิม

หลังจากอิ่มหนำสำราญพร้อมกับได้นั่งพัก แรงเริ่มมาอีกแล้วจากที่ว่ากันว่าจะขอกลับไปใช้โรงแรมให้คุ้มอีกสักวัน มองดูนาฬิกายังไม่บ่าย 4 โมงเย็นเลย ขออีกสักที่ก็แล้วกันก็เลยตกลงกันว่าจะไปยังโบสถ์ Myeong-dong Catholic Cathedral พากันเดินออกจากร้าน งัดแผนที่ออกมาดูแล้วก็พากันมุดเข้าไปในสถานี Myeong-dong เพื่อไปออกที่ทางออกที่ 10 จากนั้นเลี้ยวขวาแล้วเดินไปจนถึงแยกไฟแดงแล้วเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ Myeong-dong Chtholic Center ที่อยู่ทางซ้ายมือของอีกแยกไฟแดง เลี้ยวซ้ายแล้วเดินไปอีกไม่ถึง 50 เมตร ก็ถึง Myeong-dong Catholic Cathedral

Myeong-dong Catholic Cathedral

หรือเรียกกันว่า Myeongdong Cathedral เป็นมหาวิหารของสังฆราชคาทอลิกของกรุงโซล โบสถ์นี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1898 เป็นตึกก่ออิฐถือปูนแนวตะวันตกแห่งแรก โดยสร้างแบบเรอเนสซองส์ใหม่จากอิฐเผาสีแดงและสีเทากว่า 20 ชนิด อาคารมีความสูงถึง 23 เมตร ในขณะที่หอระฆังสูงถึง 45 เมตร โบสถ์แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ในประเทศเกาหลี อีกทั้งยังถูกกำหนดให้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของชาติในลำดับที่ 258 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1977 อีกด้วย

เราได้มีโอกาสเข้าไปในตัวโบสถ์ซึ่งมีความงดงามพิจิตรของเสาเรียงราย หน้าต่างกระจกสีและแท่นบูชาที่สวยงาม เราได้เห็นชาวเกาหลีที่นับถือศาสนาคริสต์นั่งอยู่ภายในโบสถ์ บ้างก็นั่งอ่านพระคัมภีร์ บ้างก็นั่งหลับตาสงบนิ่ง ภายในเงียบสงบมากๆ ต้องค่อยๆ ย่องเดินเบาๆ เพราะเกรงว่าจะไปรบกวน

เราพากันไปนั่งและขอพรจากพระเจ้า เราขอบคุณพระองค์ที่นำเรามาเยือนยังประเทศเกาหลี ขอบคุณพระองค์ที่ทำให้เราได้พบปะกับน้ำใจไมตรีที่ชาวเกาหลีมอบให้มาตลอดระยะเวลาที่ได้มาท่องเที่ยว ขอบคุณพระองค์ที่ทำให้เราละทิ้งและไม่จดจำในสิ่งที่ไม่ดีที่เราพบเจอจากบางคน เพราะโลกใบนี้มี 2 ด้านเสมอ และขอวิงวอนพระองค์ได้โปรดประทานพระโอกาสให้เราให้เราได้กลับมาที่ประเทศนี้อีกครั้ง เรารู้สึกสบายใจและสงบใจกันอย่างมาก หลังจากพากันเดินเล่นถ่ายรูป แต่ก็อดใจหายไม่ได้ว่าพรุ่งนี้เราต้องกลับกันแล้วสินะ

ยังเดินได้อีกนะเรา…ขอลองชิม Krispy Kreme

หลังจากเดินออกมาที่ด้านหน้าของ Myeong-dong Catholic Cathedral เราก็พากันเลี้ยวซ้ายเข้าไปในตลาดเมียงดง เป้าหมายคือไปเดินยัง Lotte Avenuel เพื่อไปเดินดูของที่ Duty Free (ไปเดินดูล่ะนะไม่ได้ซื้ออะไรเลย) เดินเล่นกันจนหอบหมดแรงแล้วสำหรับวันนี้ ได้เวลากลับโรงแรมแล้วสินะ แต่ขอแวะซื้อโดนัท Krispy Kreme เสียก่อนว่าเป็นอย่างไรนะ เพราะเห็นที่เมืองไทยซื้อยากมาก เคยผ่านไปตอนที่เค้าเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อต่อคิวซื้อที่เมืองไทย ได้แค่มีโอกาสสูดกลิ่นๆ หอมที่โชยมาเพราะขี้เกียจต่อแถว หมดไป 10,000 won สำหรับแบบ Mini Donut มีหลายรสดี เพราะไม่รู้จะเลือกรสไหน ขนาดก็เล็กประมาณเกือบครึ่งของชิ้นปกติได้ มีจำนวน 9 ชิ้น

หลังจากได้ซื้อโดนัทจนสมใจอยากก็พากันเดินทางกลับโรงแรมโดยออกจากสถานี Myeong-dong ไปลงยังสถานี Dongdaemun History Culture Park เพื่อ Transfer ไปยัง Subway Line 5 สายสีม่วง และลงยังจุดหมายปลายทางคือ สถานี Dapsimni เมื่อถึงโรงแรมเตรียมจัดเก็บกระเป๋าให้เข้าที่เข้าทาง และที่สำคัญน้ำหนักต้องไม่เกินซื้อค่าโหลดกระเป๋าไว้ที่ใบละ 20 ก.ก. เพิ่มขึ้นจากขามาคนละ 5 ก.ก. ปรากฏว่ากระเป๋าที่หนักขึ้นเนี่ยเพราะบรรดาโบรชัวร์และแค็ตตาล็อคต่างๆ ที่ขยันเก็บมาเสียมากมายจากทุกที่ที่ไปเที่ยวหรือแม้แต่ที่วางไว้ใน Tourist Information ของสนามบินทุกสนามบินตั้งแต่สนามบินอินชอน, กิมโป และเชจู เรียกว่าหนักขนาดเกือบ 5 ก.ก. ได้

ส่วนโดนัท Krispy Kreme น่ะเหรอ ทานไปแค่ 3 ชิ้นเอง หวานได้ใจมากๆ ที่เหลือก็เลยเก็บไว้ในเป้ที่เราถือติดตัวตอนขึ้นเครื่อง โดยลืมคิดว่าเค้าให้เอาขึ้นได้หรือเปล่ากันนะ???…โปรดติดตามตอนต่อไป…คัทๆๆ ซะดื้อๆ อย่างนี้แหล่ะ แหน่ะ…มีต่อสร้อย 🙂