ตอนที่ 16 English Village – Provence Village

วันนี้ตื่นมาทานอาหารเช้า 7.30 น. อาหารเหมือนเดิมทุกอย่างเลย โรงแรมนี้บริการดีทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องเมนูอาหารเช้าเนี่ยแหล่ะนะ มองในแง่ดีก็ดีเหมือนกันนะ เพราะตั้งแต่มายังไม่ได้ทำรีวิวเรื่องอาหารเช้าของโรงแรมเลย เอาไว้ทำวันเดียวก็ได้เนาะ เพราะอย่างไรซะก็คงเดิมแล้วนี่

Hotel Mare’s service mind…ก่อนออกเดินทางจากโรงแรมเราใช้เทคนิครบกวนเจ้าหน้าที่ของโรงแรมช่วยเขียนชื่อสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับวันนี้ของเราเป็นภาษาเกาหลี เจ้าหน้าที่สาวถึงกับตกกะใจว่าไปไกลจังจะทันไหมเนี่ยเล่นเอาเราชักหวาดๆ ยังไม่พอนะ เรายังรบกวนเจ้าหน้าที่ Hotel Mare อีกแล้ว ก็พรุ่งนี้มีกำหนดไปเที่ยวที่ Yongpyong Resort และเราได้ทำการลงทะเบียนที่เว็บไซต์ Visit Korea เพื่อขอใช้บริการรถ Shuttle Bus Free ไว้ แล้วทางเว็บไซต์ได้ส่งคูปองมาให้เราเรียบร้อยแต่ส่งมาตอนที่เรามาถึงเกาหลีแล้ว เราจึงไม่มีเครื่อง Printer เพื่อพิมพ์คูปองออกมา เห็นโรงแรมมีบริการคิดค่า Print แผ่นละประมาณ 1,000 won มั้ง ก็เลยรบกวนเจ้าหน้าที่โรงแรมให้ Print ให้แต่เค้าไม่คิดเงินนะ แถมยังหาแผนที่ของหมู่บ้าน English Village และ Provence Village ใน Google จัดการ Print ให้พร้อมเขียนชื่อสถานที่เป็นเกาหลีให้เสร็จสรรพ บอกแล้วว่า Hotle Mare มีบริการที่ดีและน่ารักมากๆ สำหรับรถ Free Shuttle Bus for Foreigners จะมีอยู่ 3 สายได้แก่ Seoul – Gyeongju, Seoul – Jeonju และ Seoul – Busan สามารถสมัครเพื่อรับคูปองได้ที่เว็บไซต์ Visit Korea Year

นั่งรถชมเมืองปาจู (Paju)

เริ่มออกจากโรงแรม 9.30 น. โดยออกจากสถานี Dapsimni ไปลงยังสถานี Jongno 3 (Sam) ga เพื่อ Transfer รถไปยัง Subway Line 3 สีส้ม ไปลงที่สถานี Daehwa ใช้เวลาประมาณ 70 นาที จากนั้นพากันไปหน้าสถานีแล้วต่อรถบัสสาย 200 พร้อมยื่นแผ่นที่ได้รับการ Print มาจากโรงแรมชี้ให้คุณลุงพนักงานขับรถดูตรงภาษาเกาหลีว่าต้องการไป English Village

แล้วเราก็นั่งรถกันยาวเลยประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง สำหรับหมู่บ้านอังกฤษนี้ตั้งอยู่ในเมืองปาจู (Paju) เป็นเมืองที่ยังคงความงามตามธรรมชาติและอยู่ติดชายแดนของเกาหลีเหนือ ระหว่างข้างทางที่นั่งรถสามารถมองเห็นเขตชายแดนของฝั่งเกาหลีเหนือด้วย นอกจากนี้ยังมีจุดท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่ปรากฎร่องรอยแห่งสงคราม และความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ของประเทศที่ถูกแบ่งแยกออก ได้แก่ ปันมุนจอม อุโมงค์หมายเลขสามและหอสังเกตการณ์โดรา หอตรวจการเพื่อการรวมประเทศโอดูซาน และอิมจินกั๊ก เราคุยกันว่าสำหรับสถานที่ที่กล่าวมานี้หากมีโอกาสในครั้งหน้าเราจะไม่พลาดอย่างแน่นอน

หิมะพรำเบาๆ คลอเสียงเพลงที่หมู่บ้านอังกฤษ

หมู่บ้านอังกฤษ หรือ Gyeonggi English Villages เป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่จริง และเป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สำหรับค่าเข้าชมคนละ 2,000 won วันนี้ยังเหลือร่องรอยของงานเทศกาลคริสต์มาสที่ผ่านอยู่ แต่ผู้คนค่อนข้างเงียบเหงาและจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

ระหว่างที่เราเดินเล่นและถ่ายรูปก็จะเห็นเด็กๆ เดินตามคุณครูชาวต่างชาติเป็นระยะ เสียงเด็กเจื้อยแจ้วเรียกคุณครู “Teacher Teacher” บางชั้นเรียนก็มีหยุดสอนตามจุดต่างๆ ของสถานที่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เราพากันเก็บเกี่ยวบรรยากาศแล้วคิดไปเองว่ากำลังอยู่ในประเทศอังกฤษ เดินเล่นฟังเสียงเพลงคลอเบาๆ สักพักใหญ่สักเวลา 13.30 น. เราต้องลาจากหมู่บ้านแห่งนี้ เพื่อบินลัดฟ้า เอ้ย เดินทางต่อไปยัง Provence Village

หิมะเริ่มโปรยปรายอย่างบางเบาเหมือนตกลาเราซะงั้น (คิดไปได้) ก่อนออกเราไม่ลืมที่จะแวะ Information เพื่อถามหาวิธีเดินทางไปยัง Provence Village หรือหมู่บ้านลูกกวาด เจ้าหน้าที่ทำการ Print แผนที่น่ารักๆ สีสดใสมาให้เรา ด้วยความเกรงใจเราขอจ่ายเงิน แต่เค้าไม่รับ เราก็ได้แต่กล่าวคำว่าขอบคุณพร้อมโค้งคำนับในน้ำใจที่ได้รับในครั้งนั้น

ทำไมนะช่างน่ารักกันเช่นนี้

เราไปรอรถสาย 200 ตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ ป้ายรถเมล์อยู่ฝั่งเดียวกับ English Village อากาศหนาวมากๆ เลย รอสักพักใหญ่เกือบ 10 นาที ก่อนขึ้นรถเราก็ยื่นแผนที่น่ารักๆ แผ่นนั้น พร้อมชี้ไปที่ลายมือน่ารักๆ สีแดงเป็นภาษาเกาหลีที่เจ้าหน้าที่ช่วยเขียนให้ ว่าจะไป Provence โดยลงที่ Seongdong Sageori คุณลุงพนักงานขับรถพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ

เราเลือกที่นั่งด้านหน้าๆ เพื่อให้คุณลุงเห็นเราได้ถนัด ที่นั่งในแถวเดียวกันแต่เป็นอีกฝั่งมีคุณผู้หญิงท่านหนึ่ง ก็มองมาที่เราตอนแรกเราก็คิดว่าเราคงเฟอะๆ ฟะๆ ขัดตาเค้าหรือเปล่านะ นั่งรถไปไม่ถึง 5 นาที รถก็จอด คุณผู้หญิงก็หันมาพยักหน้ากับเราแล้วพูดเป็นภาษาเกาหลี แปลทางโทรจิตว่าถึงแล้วนะ Provence Village แทบๆ จะพร้อมๆ กับคุณลุงพนักงานขับรถเลยทีเดียว พอเราจะพากันเดินไปลงที่ประตูหลัง คุณลุงบอกว่าให้ลงด้านหน้านี่เลย เพราะคุณลุงจอดตรงสามแยกพอดีเป๊ะๆ แบบว่าพวกเราจะได้ไม่งงหลงไปไหนได้อีก พร้อมชี้ว่าให้ตรงไปตรงนี้เลยนะ เรากล่าวคำว่าขอบคุณพร้อมโค้งคำนับทั้งคุณผู้หญิงและคุณลุง ลงไปแล้วเราก็หันกลับโค้งขอบคุณอีกครั้ง พร้อมโบกมือบ๊ายบาย ทั้งสองก็ยิ้มตอบแล้วเราก็มายืนอยู่กลางแยกรีบโกยอ้าวข้ามไปอีกฝั่งถนนเพราะเกรงว่ารถจะเฉี่ยวเข้าให้เพราะมัวแต่ทำอิน

สามแยกตรงนั้นจะมีป้ายรถเมล์ให้เราเดินตรงไปเรื่อยทางแยกขวามือ เดินไปสักพักเอ๊ะยังไง (มักเป็นอาการชอบวิตกกังวลไปเองบ่อยๆ เวลาหาทางไปไหนสักที่) ก็เลยแวะเข้าไปถามทางในร้านอาหารสวยๆ ทางซ้ายมือ ซึ่งก็ยังคงได้รับคำตอบว่าให้เดินตรงไป หิมะเริ่มตกหนักกว่าที่ English Village สงสัยตกต้อนรับเรา (เอาอีกแล้ว) เดินไปได้สัก 5 นาที อาการเก่าก็กำเริบ (อีกแล้ว) แวะถามพนักงานที่ปั๊มน้ำมัน พนักงานไม่รู้จะสื่อสารอย่างไร พาเราเดินออกมาหน้าปั๊มชี้มือตรงไป แล้วพูดคำว่า “Pinku Pinku” อ๋อ ตึกสีชมพูตรงโน้นนั่นเอง ขอบคุณพร้อมโค้งคำนับแล้วเดินต่อไป อีกประมาณเท่าตัวที่เดินมา คราวนี้เราก็เดินแล้วก็เดินมุ่งไปสู่ตึกสีชมพูแห่งนั้น ประมาณระยะทางทั้งหมดที่เดินจากสามแยกที่เราลงรถกจนถึง Provence Village ก็ไม่น่าจะเกิน 2 กิโลเมตร

Provence Village หมู่บ้านสีลูกกวาด

เมื่อไปถึง Provence Village หิมะเริ่มตกหนักมากๆ และตกหนักที่สุดตั้งแต่เรามาที่เกาหลี ผู้คนค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่ก็พากันนั่งทานเบอเกอรี่และจิบเครื่องดื่มอุ่นๆ อยู่ในร้านเบอเกอรี่ที่ใหญ่มากๆ เราสองคนพากันเดินลุยหิมะถ่ายรูปอย่างไม่ย่อท้อ จริงๆ แล้วส่วนลึกเราน่ะตื่นหิมะ รวมไปถึงตื่นเต้นกับสีสันและความน่ารักของหมู่บ้านสีลูกกวาดต่างหาก เดินไปทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้านที่ไม่กว้างมากนักจนลืมหิวเลยทีเดียว แล้วเราก็ตกลงกันว่าหาอะไรทานกันก่อนดีกว่า เพราะเราจะรอให้ฟ้ามืดเพื่อถ่ายรูปและดื่มด่ำกับบรรยากาศของหมู่บ้านนี้อีกครั้งในยามหัวค่ำ

ตกลงเราต่อรองไม่ได้ใช่ไหม…ยังคงคาใจ

ประมาณเกือบ 4 โมงเย็นแล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ทานอาหารกลางวันเลย พากันเดินเลือกร้านอาหารไม่รู้จะเข้าร้านไหนดี สุดท้ายเลือกร้านที่เป็นร้านลูกผสมมีทั้งอาหารเกาหลีและอาหารจีนในร้านเดียว แต่ที่แน่ๆ เมนูมาเป็นภาษาเกาหลีล้วนๆ รายการอาหารมีแค่ 2 เซ็ท ราคา 14,000 won และ 28,000 won โดยแต่ละเซ็ทจะมีรายการอาหารเกือบ 10 รายการ เราเริ่มต้นกันไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรดี สั่งคนละเซ็ทจะหมดไหม เพราะไม่แน่ใจในประเภทอาหารและปริมาณ เลยขอต่อรองกับคุณพี่พนักงานว่า 2 คน ขอสั่ง 1 เซ็ทก็แล้วกันโดยเลือกราคา 14,000 won แล้วมาแบ่งกันทานเอา คุณพี่พนักงานพยักหน้าโอเค

อาหารเริ่มทยอยมาทีละอย่างเริ่มจากซุปฟักทองขอบอกว่าอร่อยมาก และทยอยมาเรื่อยๆ เราก็เริ่มแปลกใจสั่งเซ็ทเดียวทำไมถึงมาอย่างละสอง แต่ก็ยังคงเพลิดเพลินไปกับรสชาติของอาหาร จนมาถึงรายการสุดท้ายคือกาแฟร้อนอีกคนละแก้ว สุดท้ายจ่ายเงินไป 28,000 won ที่ยังคงคาใจก็คือรายการอาหารบางอย่างไม่ได้มา 2 ที่นี่สิ ยังไงกันนะ อย่างเช่น ผัดวุ้นเส้นรสดีก็มาหนึ่งจาน เอาน่าได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเค้าคงทำสำหรับ 2 ที่แต่รวมมาจานเดียวนั่นแหล่ะ แต่ก็แอบเคืองเล็กน้อยว่าไม่ได้ทำไมบอกนะ สุดท้ายก็คิดเราแบบคูณ 2 อยู่ดี

พอเริ่มมืด…เราก็พากันคึกได้อีก

ตัดความไม่สบอารมณ์เรื่องอาหารออกไป เราออกจากร้านอาหารมาสักประมาณห้าโมงนิดๆ เพลิดเพลินกันต่อด้วยการเดินเล่นถ่ายรูปรอให้พระอาทิตย์ตกดิน หิมะยังคงตกๆ หยุดๆ เป็นระยะๆ มีทัวร์บ้านเรามาลงด้วยนะ แต่เห็นแค่แวบๆ มาถ่ายรูปกันก็แค่แวบ แป๊บเดียวก็หายกันไปหมดแล้ว มาไวไปไวจริงๆ เลย แล้วเราก็รอจนค่ำเดินถ่ายรูปท่ามกลางหิมะและความหนาวเหน็บกันจนแบตเตอรี่ของกล้องหมดทั้ง 2 ตัว ก่อนพากันเดินกลับทางเดิมออกมาเมื่อเวลา 18.20 น.

เราเดินมาถึงป้ายรถเมล์ตรงสามแยกและได้ขึ้นรถสายเดิมคือ สาย 200 ในเวลาประมาณ 1 ทุ่ม และมาลงที่สถานี Daehwa ประมาณ 20.00 น. นั่งรถไฟเพื่อเดินทางไปยังสถานี Jongno 3 (Sam) ga แล้ว Transfer ไปยัง Subway Lin 5 สีม่วง ไปลงที่สถานี Dapsimni เพื่อเดินกลับ Hotel Mare ระหว่างทางแวะซื้อนมกล้วยและมาม่าสำหรับมื้อค่ำ กลับถึงโรงแรมด้วยความเหนื่อยล้าก็เกือบ 4 ทุ่ม หมดแรงแล้วสำหรับวันนี้ คงต้องลาไปพักผ่อนเพื่อซ่อมแซมร่างกายในส่วนที่สึกหรอ สำหรับการตะลุยในวันต่อไป