ตอนที่ 14 พักตอนเช้า…ช่วงบ่ายไปอีแทวอน

เมื่อคืนพี่ช้างเป็นไข้ทานยาพักผ่อนตอนเช้ายังไม่หายดี เริ่มมีอาการไอเพิ่มอีกต่างหาก ก็เลยตกลงกันว่าทานข้าวเช้าเสร็จแล้วทานยาพักผ่อนน่าจะดีกว่า เพราะตั้งแต่มานี่ไม่มีวันไหนหยุดพักเลยสักวัน เล่นตะลุยกันได้ทุกวันสิน่า ก็จัดยาเพิ่มเข้าไปอีกคือยาฆ่าเชื้อและยาแก้ไอ บ่ายสองกว่า…หาที่ไปอีกจนได้ – -” …ช่วงบ่ายพี่ช้างบอกว่าเริ่มดีขึ้นแล้ว ออกไปเที่ยวกันดีกว่าเริ่มเบื่ออยู่โรงแรมแล้วล่ะ

จนกระทั่งบ่ายสองกว่าๆ ก็ได้ฤกษ์ออกไปตะลุยโซลกันต่อ ที่หมายของเราสำหรับวันนี้ก็คือ อีแทวอน (Itaewon)จากสถานี Dapsimni ไปลงยังสถานี Cheonggu เพื่อ Transfer ไปยัง Subway Line 3 สายสีส้มไปลงยังสถานี Itaewon ใช้เวลาประมาณ 22 นาที จากสี่แยกอีแทวอนนั้นเต็มไปด้วยร้านรวงประมาณ 2,000 ร้านและบาร์ ดนตรีแจ็ส คลับ และร้านอาหารพื้นเมืองยาวเหยียดไปตั้งแต่โรงแรมแฮมิลตัน จนถึงฮันนัมดง บริเวณนี้เป็นทั้งที่พักของชาวต่างชาติในเกาหลี และนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะมากๆ ลงที่สถานีปุ๊ปจะเห็นชางต่างชาติเยอะมาก รอบๆ บริเวณโรงแรมแฮมิลตันมีร้านค้าต่างๆ มากมายได้แก่ ร้านขายเครื่องหนัง กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า และของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว

เราพากันเดินไปตามทางเท้าก็มีแผงขายของก็จะมีสินค้าประเภทต่างๆ ให้เลือกซื้อ เช่น หมวก เสื้อยืด และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งขายอาหารนานาชาติ เช่น อินตาเลียน สวิส เยอรมัน เม็กซิกัน อินเดีย ปากีสถาน รวมไปถึงอาหารไทยอีกด้วยนะ พากันเดินเล่นไปเดินเล่นมาถ่ายรูปบ้าง ถ่ายวีดีโอบ้าง ขณะกำลังยืนอยู่ตรงทางลงสถานี Itaewon เพื่อหาทางไปตึก 63 (63 City) ก็มีคุณผู้หญิงชาวเกาหลีท่านหนึ่งพรุ่งตรงมาที่เรา พูดภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้เราในแถบนี้ว่าลองข้ามไปที่ฝั่งตรงข้ามแล้วเลี้ยวเข้าซอยตรงข้างร้าน KFC จะมีร้านอาหารนานาชาติอยู่หลายร้านนะ และส่งคู่มือท่องเที่ยวโซลให้อีกด้วย เราสองคนก็เอ๋อ (ไม่เปลี่ยน) มัวแต่งงๆ ว่าเธอมาจากแห่งไหน และเธอเป็นใครกันนี่ ก็ขอบคุณพร้อมโค้งคำนับจนเธอเดินลิ่วๆ จากไปถึงได้เห็นหลังเสื้อแจ๊กเก็ตสีแดงที่เธอสวมใส่เขียนไว้ว่า Can I Help you? Tourist Information ถึงได้เข้าใจว่าอ๋อเค้าจัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำนักท่องเที่ยวฉะนี้เอง ก็มัวแต่ตกกะใจเลยลืมถามวิธีไปตึก 63 เลยเรา

ข้ามไปเข้าซอยข้างๆ ร้าน KFC จนเจอ Pattaya

พอเราพากันเดินข้ามไฟแดงมาอีกฝั่งก็พบกับเจ้าหน้าที่ผู้หญิงท่านเดิมกำลังยืนอยู่หน้าร้าน KFC อีกครั้ง คราวนี้ไม่มีพลาดที่จะถามทางไปตึก 63 และขอถ่ายรูปแผ่นหลัง เอ้ย…ด้านหลังเสื้อของเธอมาให้ได้ชมกัน หากพบเจอพวกเธอที่ไหน สอบถามทาง หรือขอคำแนะนำเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวได้เลย…เธอพร้อมและยินดี หลังจากกล่าวคำขอบคุณและโค้งคำนับล่ำราเรียบร้อย ก็พากันเข้าไปในซอยข้างขวาของร้าน KFC ก็พบกับร้านอาหารนานาชาติหลายร้านเรียงรายกันไป

แล้วก็ไปถึง Pattya ที่ไม่ใช่ชายหาดนะจ๊ะ แต่เป็นชื่อร้านอาหารไทย แอบไปดูป้ายราคาแกงเขียวหวานถ้วยละเป็นร้อยบาท พยายามมองแบบปาดๆ อย่างรวดเร็ว ถ้าหากราคาผิดพลาดก็ขออภัยนะคะ-ครับ เลยไม่กล้าเข้า มาคิดได้ภายหลังและรู้สึกผิดว่าทำไมนะ ไม่รู้จักคิดที่จะอุดหนุนคนไทยด้วยกันบ้างนะ ถ้าเช่นนั้นคราวหน้าหากมีโอกาสได้ไปจะขอแวะไปชิมลิ้มลองอาหารไทยในบรรยากาศเกาหลีดูบ้างแน่ๆ และต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ-ครับที่ไม่ได้อุดหนุนในครั้งนี้

แวะซื้อยาเพื่อรักษาอาการไอ…สุดท้ายได้หม่ำหมูย่างเกาหลีแทนซะอย่างนั้น

เป็นอันต้องล้มเลิกการไปตึก 63 เพราะพี่ช้างบอกว่ามีอาการเหมือนไข้กลับ ก็เวลานี้เกือบ 1 ทุ่มแล้ว อย่างที่บอกอากาศหนาวแบบจับจิตมากๆ ก็เลยพากันกลับตามทางเดิมที่มาจนมาถึงสถานี Dapsimni เดินออกจากทางออกที่ 4 ตรงไปจนถึงไฟแดง แล้วก็พากันข้ามแยกไปทางขวามือเพื่อไปหาซื้อยาพ่นคอสำหรับแก้ไอ ตามที่ได้ถามเจ้าหน้าที่โรงแรม Hotel Mare เมื่อบ่ายๆ เดินมองซ้ายมองขวาหาเท่าไหร่ก็ไม่เห็นมีร้านขายยาเลย เราก็ไม่รู้หรอกว่าร้านขายยาเกาหลีเนี่ยหน้าตาจะเป็นอย่างไร ก็เทียบๆ เคียงๆ ลักษณะแบบร้านขายยาบ้านเราว่าต้องเป็นกระจกใส มองทะลุเข้าไปเนี่ยจะเป็นบรรดาผลิตภัณฑ์ยาต่างๆ เรียงกันเป็นตับ

ซอยที่เข้ามานี่ก็ดูคึกคักและมีสีสันดีคงเสียดายแย่ถ้าไม่ได้เข้ามาเดินเล่นกัน แต่หนาวมากๆ หนาวสุดๆ เดินเข้าไปจนสุดซอย เริ่มหิวแล้วได้กลิ่นหมูย่างลอยมาเป็นระยะๆ จากที่เดินผ่านมาตั้งแต่กลางซอย ไม่ไหวแล้วยาเยอไม่หาแล้ว นี่ก็ 2 ทุ่มนิดๆ แล้วหิวข้าวจัง ตั้งแต่เช้าไม่ได้ทานอะไรเลย อยู่เข้าไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ และสุดซอยด้านขวามือนี่เอง ก็ผลุบเข้าไปในร้านหมูย่างเกาหลี เลือกที่นั่งที่ติดด้านหน้าร้านเข้าไว้อย่างมีวัตถุประสงค์ แล้วน้องลิงก็ใช้วิธีชี้ที่ป้ายที่ติดอยู่หน้าร้านนี่แหล่ะ (เราจะนั่งอยู่ด้านหลังป้ายพอดีเป๊ะ) มีรูปหมูราคา 7,000 won และ 5,000 won น้องลิงก็ชูนิ้ว 1 นิ้วว่าอย่างละ 1 พอนะคะๆๆ

เห็นคุณผู้ชายเจ้าของร้านพยักหน้าเป็นเชิงถามคุณผู้หญิงเจ้าของร้านว่า โอเคไหม น้องลิงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามที่คุณผู้หญิงเจ้าของร้านกำลังเก็บโต๊ะถัดไปอยู่ ก็พยายามส่งสายตาวิงวอนสุดฤทธิ์ คุณผู้หญิงเจ้าของร้านพยักหน้าเป็นเชิงว่าตกลงได้เลย จริงๆ ในป้ายโฆษณาเป็นภาษาเกาหลีน่ะ เราก็อ่านไม่รู้เรื่องหรอกว่ามีเงื่อนไขอย่างไร แต่อยากจะทานนี่ทำไงได้ แล้วก็ได้ทานสมใจล่ะ ระหว่างนั่งทานก็มีพนักงานมาคอยช่วยดูแลระดับไฟไม่ให้แรงเกินไป แถมคุณผู้ชายเจ้าของร้านยังหยิบโค้กจากตู้เย็นมาให้อีก 1 ขวดเล็ก โห…ใจดีจริงๆ อิ่มแปล้หมดไป 12,000 won ออกจากร้านขนาดเกรงใจนะยังไม่วายไปกดกาแฟร้อนฟรีอีกคนละแก้ว ก็มันหนาวนี่น่าขอหน่อยนะ แล้วก็พากันเดินกลับมาถึง Hotel Mare เพื่อพักผ่อน…ทำไมนะยิ่งนานวันยิ่งรู้สึกเหนื่อย เนือย หรือว่าเป็นความล้าที่สะสมมาจากการเที่ยวโดยไม่กำหนดวันหยุดพักเสียบ้าง…หรือเปล่า