ตอนที่ 13 Around Gyeongbokgung Palace…ลาขาดร้านอร่อย

วันนี้ตั้งปลุกไว้ 6.30 น. กะว่าจะแค่ล้างหน้าแปรงฟันและใส่เสื้อคลุมลงมาทานข้าวเช้าก่อน เอาเข้าจริงๆ ตื่นตั้ง 7.15 น. เลย ตาลีตาเหลือกรีบเร่งลงไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารชั้นล่างของโรงแรม Hotel Mare ถือว่าโชคดีไปเพราะลงไปถึงกรุ๊ปทัวร์ชาวไทยกำลังรอขึ้นรถบัสออกท่องเที่ยวพอดี ทำให้ห้องอาหารพอคล่องตัวที่จะใช้บริการได้ ห้องอาหารที่นี่ค่อนข้างเล็ก ส่วนอาหารอร่อยมากๆ ค่ะ โดยเฉพาะกิมจินี่รสจัดดีทีเดียวคลุกกับข้าวผัดอร่อยจังเลย หลังจากทานข้าวเสร็จก็อาบน้ำแต่งตัวและออกจากโรงแรมในเวลา 10.00 น.

พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติเกาหลี (National Palace Museum of Korea)

วันนี้เราวางแผนไว้ว่าจะเที่ยวบริเวณรอบพระราชวังเคียงบกกุง โดยเริ่มเดินทางจากสถานี Dapsimni ไปลงยังสถานี Jongno 3(Sam) ga เพื่อเปลี่ยนรถไปยัง Subway Line 3 สายสีส้ม เพื่อไปลงยังสถานี Gyeongbokgung Station เราเดินออกมาตามทางออกที่ 3 ซึ่งมีการตกแต่งไว้อย่างสวยงามและดูแปลกตาไปกว่าสถานอื่นๆ ที่ผ่านมา ตอนแรกเราตั้งใจกันว่าจะไป Seoul Fortress Wall at Bugaksan Mountain ซึ่งต้องต่อรถบัสสาย 1012 และไปลงยัง Changuimun แต่เพราะความที่เราเดินกันแบบบ้าเลือดเมื่อวานนี้ และน้องลิงที่หกล้มเมื่อวานปรากฏว่าฟกช้ำและปวดตามร่างกายและภายในท้องด้วย (สงสัยว่าไส้จะปริ) ก็เลยเลือกที่จะลดรายการเที่ยวลง

พอเราออกมายังทางออกที่ 3 ก็จะพบกับ พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติเกาหลี (National Palace Museum of Korea) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1908 ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอน เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเกาหลี จัดแสดงผลงานทางวัฒนธรรมของเกาหลีถึง 135,000 ชิ้นรวมไปถึงผลงานของประเทศใกล้เคียงด้วยเช่น จีน ญี่ปุ่น เอเซียกลาง อาคารเดิมของพิพิธภัณฑ์ได้ถูกรื้อถอนไปเมื่อปี ค.ศ. 1996 สำหรับอาคารปัจจุบันเป็นอาคารชั่วคราวที่สร้างขึ้นภายในพระราชวังเคียงบกกุง จัดแสดงผลงานทางศิลปะกว่า 5,500 ชิ้นในหอแสดงจำนวน 18 แห่ง ตอนที่เราไปมีการจัดแสดงเกี่ยวกับประเทศเวียดนามอยู่พอดี ไม่ได้เจตนาจะแอบถ่ายแต่อย่างใด พอถ่ายไปได้สัก 2 ภาพ ก็มีเจ้าหน้าที่หนุ่มเดินเข้ามาห้ามว่าห้ามถ่าย โชคดีที่ไม่ขอดูและถูกลบรูป ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)

เราพากันเดินชมถ่ายรูปได้สักพักใหญ่ ก็เดินออกมาตรงทางออกมองไปด้านหน้าจะเป็นลานโล่ง และจะมีส่วนขายบัตรสำหรับเข้าชมพระราชวังเคียงบกกุง Gyeongbokgung Palace ในราคาคนละ 3,000 won สำหรับพระราชวังเคียงบกกุง Gyeongbokgung Palace ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1394 เพื่อเป็นพระราชวังหลักของราชวงศ์โชซอน (ค.ศ. 1392 – ค.ศ. 1910) อันเป็นราชวงศ์ที่สถาปนาขึ้นโดยกษัตริย์แทโจ ในช่วงรัชสมัยของราชวงศ์โชซอนนี้ ได้สร้างพระราชวังไว้ถึง 5 แห่ง และพระราชวังเคียงบกกุงแห่งนี้ถือว่าเป็นพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุด

นอกจากนี้เรายังได้มีโอกาสได้ชมพิธีการเปลี่ยนเวรราชองค์รักษ์อีกด้วย พิธีนี้เป็นพิธีเปลี่ยนเวรของราชองค์รักษ์ในราชวงศ์โชซอน โดยจะจัดขึ้นทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ในเวลา 11.00 น. 14.00 น. และ 15.30 น. ที่ประตูควางฮวามุน ประตูแทฮันมุน และประตูดนฮวามุน

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี (National Folk Museum of Korea)

หลังจากถ่ายรูปในมุมต่างๆ ของพระราชวังเสร็จเรียบร้อย ก็พากันเดินต่อไปยัง พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี (National Folk Museum of Korea) ที่ตั้งอยู่ภายในพระราชวังเคียงบกกุงนั่นเอง เราแอบเห็นนักท่องเที่ยวพากันชูกระดาษในมืออะไรไม่รู้ ตอนเดินผ่านช่องตรวจบัตร พยายามเพ่งๆ ดูไปด้วยระหว่างที่คลืบคลานเข้าใกล้พิพิธภัณฑ์เข้าไปทุกขณะ ใจเริ่มลุ้นชูกระดาษอะไรกันนะ ดูคุ้นๆ

ในที่สุด อ๋อ บัตรผ่านประตูพระราชวังเคียงบกกุงนั่นเอง ใช้ผ่านที่นี่ได้เลย แหม…คุ้มถูกใจจังเลย สำหรับในพิพิธภัณฑ์มีการแสดงถึงการดำเนินชีวิตของชาวเกาหลี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จน ถึงสมัยราชวงศ์โชซอน จัดแบ่งเป็นโซนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเครื่องไม้สอยในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ในพิธีจัดศพงาน ศิลปะชิ้นสำคัญๆ และหุ่นจำลองต่างๆ เนื้อที่จัดแสดงค่อนข้างกว้างขวางและมีอะไรให้ดูมากมาย สำหรับที่นี่เราใช้เวลาเดินเกือบ 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว

คนโมโหหิว…จะห้ามทัพดีหรือเปล่าล่ะเนี่ย

หลังออกจากพิพิธภัณฑ์ก็พากันเดินมายัง Gwanghwamun Square เพื่อถ่ายรูปในมุมตอนกลางวันหลังจากที่เมื่อคืนได้แวะถ่ายไว้แล้วบ้าง ด้วยความเพลิดเพลินส่วนตัวหรือเปล่า พี่ช้างหิวจัดเลยก็นี่ปาเข้าไปตั้งเกือบ 15.30 น. แล้วนี่ พี่ช้างเลยแวะเข้ามินิมาร์ทหยิบน้ำส้ม 1 ขวด 1,000 won ขนมปัง 1 ห่อป้ายติดราคาไว้ที่ชั้นวางว่า 700 won เราก็ยื่นเงินให้ 2,000 won เด็กหนุ่มพนักงานขายหมุนราคาที่แสดงบนเครื่องคิดเงินให้ดูว่า 2,300 won พี่ช้างก็เลยถามว่าขนมปังนี่เท่าไหร่ เด็กหนุ่มบอกว่า 1,300 won

อ้าว…เยี่ยงนี้ท่านก็ติดป้ายราคาไม่ตรงกระนั้นหรือ อันนี้เบรคๆ ไว้ เพราะพี่ช้างเตรียมโวยแล้ว น้องลิงก็รีบควักเงินเพิ่มให้แล้วพาพี่ช้างออกมา เพราะเข้าใจว่ากำลังโมโหหิว ผิดที่น้องลิงเองน่ะแหล่ะ เพลินจนเกินเหตุ เกือบไป แวะยืนทานสิ่งที่ซื้อมาพออิ่มท้องก็หายโมโหเองเนาะ แล้วก็ตกลงกันว่าวันนี้ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ มันเหนื่อยๆ เนือยๆ อย่างไรไม่รู้ ก็เลยว่ากลับกันดีกว่า เดินจากด้านหน้า Gwanghwamun Square เพื่อมุดลงใต้ดินไปตามทางที่เชื่อมไปยัง Subway สถานี Ganghwamun เพื่อเดินทางกลับโรงแรมที่สถานี Dapsimni

ทำไม…ต้องมาแจ๊คพอตตรงน้องลิงทุกทีสิน่า

มาถึงสถานี Dapsimni ก็ยังไม่วายที่จะมุดเข้าซอยนี้ ไปโผล่ซอกนั้นตลอดทางจนเกือบไปถึงโรงแรม นึกขึ้นได้ว่าแวะทานข้าวเย็นไปเลยดีกว่าเพราะนี่ก็เกือบจะ 4 โมงครึ่งแล้วนะ ก็นึกถึงร้านที่ทานเมื่อคืน เอาล่ะสิมุดไปมุดมานี่เข้าขั้นเลยมาไกลแล้วล่ะมั้ง เลยต้องพากันเดินย้อนกลับไปทางที่ไปสถานี Dapsimni อีกครั้ง ก็ร้านน่ะอยู่ทางออกที่ 4 นิดเดียวเอง เลยต้องย้อนกลับมาซะไกล ไม่เป็นไรเพื่อของอร่อยล่ะนะ เราทนได้

พี่ช้างสั่ง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไร ใช่แล้ว ข้าวแกงกะหรี่ไก่ทอด 4,900 won อ้าว…กินแบบเดิมแทบทุกมื้อเลยพี่เรา ส่วนน้องลิงขอลองของใหม่ไปเรื่อยๆ คราวนี้สั่งสปาเก็ตตี้ทะเลราคา 4,900 won และแล้วน้องลิงก็ได้ของแปลก…ของที่ว่าแปลกเพราะว่าแปลกไปจากป้ายรูปอาหารและราคาที่ติดไว้เหนือเค้าน์เตอร์ครัวเปิดนั่นแหล่ะ คุ้นๆ นะ เหมือนเหตุการณ์ซ้ำซ้อนเลย เมื่อวานก็ทีแล้ว วันนี้อีกแล้วเหรอ แต่คราวนี้ขอบอกว่าถึงขั้นเอ๋อสุดๆ เลยล่ะ

เจ้าสปาเก็ตตี้ที่ว่าถูกมาวางด้านหน้าเรา พยายามมองแล้วมองอีกมันก็เป็นแค่สปาเก็ตตี้ที่มีซอสราดและมีชิ้นเห็ดประปรายให้เห็น 4-5 ชิ้น ช่างแตกต่างกับในรูปโดยสิ้นเชิงเพราะในรูปมีกุ้ง 1 ตัว ปลาหมึกอีก 3 ชิ้น ขนมปังกระเทียมอีก 1 ชิ้น นี่ถ้าเราลองมโนภาพแบบ 3 มิติอย่างไรซะเรามั่นใจว่าอย่างน้อยอีกด้านก็น่าจะต้องมีปลาหมึกอีกสักชิ้นสิน่า โอย…ทำไมต้องแจ๊คพอตมาลงตรงน้องลิงทุกทีสิน่า พยายามมองคุณลูกสาวเจ้าของร้านที่ทำหน้าที่คอยรับแขก เก็บเงิน เสิร์ฟ และดูแลหน้าร้าน เธอสบตาเพียงแวบแล้วก็หลบตาไป เอาน่า…ลองใหม่มองที่คุณแม่ซึ่งเป็นผู้จัดทำอาหารจานนี้ในครัวเปิด เธอก็สบตาอีกแวบแล้วก็หลบตาพร้อมทำโน่นจับนี่แก้เก้อไป

อืม…ทำอย่างไรได้ เค้าอาจจะไม่สันทัดภาษาอังกฤษหรือเปล่า เลยไม่กล้าอธิบายว่าวันนี้ไม่ได้ออกเรือไปจับกุ้งกับปลาหมึกเลยไม่มีของ ส่วนพี่ช้างก็เหวอเลย แหงนหน้ามองรูปอาหารทีก้มมามองเจ้าสปาเก็ตตี้ในจานอยู่อย่างนี้ 2 ครั้ง จนเราแทบขำก๊ากในท่าทางของพี่ช้าง แล้วก็คิดในใจเสียว่าตัดใจซะเถอะเมื่อบ่ายแก่ๆ เธอเพิ่งจะห้ามทัพคนโมโหหิวไปที่มินิมาร์ทไม่ใช่เหรอ เป็นอย่างไรล่ะ อย่าแสดงท่าทางโวยเลยเธอ ว่าแล้วก็ยอมรับสภาพตักเข้าปากไป 1 คำ อ้าวเฮ้ย…ไม่มีรสชาติอะไรเลยมันปะแล่มๆ เลยชี้ชวนพี่ช้างให้ลองตักชิมสักคำ

พี่ช้างคงรู้สึกผิดเพราะจริงๆ แล้วพี่แกรู้สึกชอบร้านนี้มากๆ ต้องมาให้ได้แม้ว่าเราจะเดินเลยไปไกลมาจนเกือบถึงโรงแรม Hotel Mare แล้วก็ตาม พี่ช้างก็เลยแบ่งไก่ทอดมาให้น้องลิง เพื่อเสริมพลัง เอ้ย…รสชาติให้ดีขึ้น สรุปทานไม่ลงต้องขอโทษจริงๆ ปกติไม่ใช่คนกินทิ้งกินขว้างหรอก ซัดซะแทบเหมือนล้างจานใหม่ แต่คราวนี้ขอยอมแพ้ จ่ายเงินเสร็จกดกาแฟร้อน ก้าวออกจากร้านพร้อมเอ่ยคำว่า “ลาก่อน”

Hotel Mare มีป๊อบคอร์นให้ทานฟรีด้วยนะ

กลับมาถึงโรงแรม Hotel Mare ประมาณ 5 โมงกว่า ที่โรงแรมเค้ามีตู้ทำป๊อบคอร์นไว้บริการทานฟรีด้วยล่ะ แอบได้ยินกรุ๊ปทัวร์ชาวไทยคุยเมื่อเช้า พี่ช้างก็ไม่แน่ใจเลยถามว่าป๊อปคอร์นนี่ขายอย่างไร เจ้าหน้าที่โรงแรมแจ้งว่าฟรี ก็เลยตักไปทานแก้หิวได้ดีจัง แล้วพี่ช้างก็เป็นไข้จนได้เมื่อถึงห้อง โชคดีที่คุณแม่ของพี่ช้างจัดเตรียมยาไว้ให้พร้อมทั้งยาแก้ไข้ ยาแก้แพ้อากาศ-ลดน้ำมูก ก็เลยจัดให้ทานไป 1 ชุด แล้วพี่ช้างก็พักผ่อน ส่วนน้องลิงก็เขียนบันทึกที่ยังค้างไว้หลายวันแล้วให้เสร็จ แอบคิดปิดท้ายไม่ได้ว่า มื้อหน้าจะเจอดีอะไรไหมว้า…เหอะๆๆๆ