ตอนที่ 12 Dongdaemun Market – Cheonggyecheon Stream

วันนี้ตื่นนอนตอนตีห้า เพราะต้องบินกลับโซลกันแต่เช้า ก่อนเช็คเอ๊าท์ออกจากโรงแรม Milano Crown ไม่ลืมที่จะรบกวนเจ้าหน้าที่ช่วยเขียนคำว่าไปสนามบินเป็นภาษาเกาหลี เพราะยังรู้สึกสยองกับแท็กซี่ขาโหดไม่หาย ออกมายืนโบกแท็กซี่หน้าโรงแรม แอบเห็นกระจกหลังรถติดคำว่า VIP พร้อมเบอร์โทร น้องลิงเกิดอาการงก เอ้ย กลัวขึ้นมาอีก รีบสะกิดพี่ช้างให้ถามหน่อยว่าคำว่า VIP เนี่ยมีชาร์จหรือเปล่า คุณลุงแท็กซี่ก็ส่งภาษาเกาหลีโวยวาย เราก็แปลกันเอาเองว่า “โอ๊ย…ไม่มีชาร์จเชิร์จอะไรหรอกน่า” อันนี้เราแปลแบบเข้าข้างตัวเองนะ เพราะจริงๆ แล้วฟังไม่รู้เรื่องล่ะนั่งรถแท็กซี่ไปไม่เกิน 10 นาที รถก็มาจอดด้านหน้า Domestic หมดค่ารถไป 3,000 won

Eastarjet หายไปไหน???

พอมาถึงสนามบินก็พากันเดินเข้าไปบริเวณเค้านท์เตอร์สายการบินเพื่อทำการ Check in และโหลดกระเป๋า ปรากฏว่าเค้าน์เตอร์ที่เปิดบริการตอนนี้ก็ประมาณ 6 โมงเช้านิดหน่อยมีแค่ Korean Airlines และ Air Asiana เท่านั้น ส่วน Jin Air และ Eastarjet เคาน์เตอร์ปิดไฟไม่มีเจ้าหน้าที่ เอ๊ะ…ยังไงกันล่ะเนี่ย ก่อนหน้าไฟลท์เราก็มีออกแต่เช้าอีกไฟลท์คือ 08.10 น. ส่วนของเรา 08.45 น. เริ่มวิตกจริตไปเอง (อีกแล้ว) พากันเดินงงๆ ไปเรื่อยๆ ผ่านเค้าน์เตอร์ขายตั๋วของ Jin Air และ Eastarjet อยู่ติดกันด้านอีกฝั่งหนึ่ง ก็ยังคงปิดเงียบเหมือนกันอีก แต่ที่ต่างกันก็ตรงมีป้ายประกาศวางไว้หน้าเค้าน์เตอร์เป็นภาษาเกาหลีล้วนๆ เอาล่ะสิ…ยังมีอารมณ์ขันกันเองครื้นเครงจริงๆ ว่า “ประกาศๆ Eastarjet ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาหาทางกลับโซลเองนะจ๊ะ รักนะจุ๊บๆ“ ว่าไปนั่น จริงๆ เริ่มกังวล (ไปเอง) อีกแล้ว เลยพากันเดินไปสอบถามเจ้าหน้าที่ Information ได้ความว่าเดี๋ยวก็คงจะมาแล้ว สิ้นคำแป๊บเดียวก็เริ่มเห็นมีเจ้าหน้าที่ของ Eastarjet พากันเดินมาแล้วเข้าไปเปิดเคาน์เตอร์ เราก็พากันไปเช็คอินและโหลดกระเป๋าเป็นที่เรียบร้อย

พลาดจนได้สิน่า…

หลังจากนั้นก็พากันเดินลงมาชั้นล่างเพื่อหากาแฟร้อนทาน เลือกที่นั่งได้ถูกใจ น้องลิงกำลังถอดเสื้อกันหนาวออกเพราะภายในอาคารเปิดเครื่องทำความอุ่นจนร้อน หันไปทางพี่ช้าง เฮ้ย…เสื้อกันหนาวพี่ช้างหายไปไหน ถามไปถามมาเอาไปใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า ตอนออกจากโรงแรม Milano Crown Hotel Jeju ด้วยความเร่งรีบเลยไม่ได้เช็คตู้เสื้อผ้า ได้เรื่องทันทีพี่ช้างก็รีบหาแท็กซี่กลับไปเอาเสื้อกันหนาวที่โรงแรมทันที หายไปเกือบ 45 นาที ได้เสื้อกันหนาวคืนมาเรียบร้อย หมดค่าแท็กซี่ขาไป 3,500 won บวกขากลับอีก 3,100 won เสียดายจังเลย ไม่น่าพลาดเลยเรา…

หาทางไป Hotel Mare จนได้

มาถึงสนามบินกิมโปโดยสวัสดิภาพด้วยบริการที่น่ารักของ Eastarjet ประมาณ 10 โมงกว่า รีบเติมเงินในบัตร T Money ก่อนเลย จากนั้นก็เดินด้วยท่าทางเดิมคอแหงนไปตามป้าย Suway Line 5 สีม่วง เพื่อเดินทางไปยังสถานี Dapsimni จากการอีเมล์คอนเฟิร์มห้องและสอบถามรายละเอียดการเดินทางไปยัง Hotel Mare ว่า ให้ออกที่ทางออกที่ 4 เราก็พากันยกแบกลากกระเป๋าที่รู้สึกว่ายิ่งนานวันทำไมถึงรู้สึกหนักขึ้นเรื่อยๆ นะ พอขึ้นมาสู่ปากทางออกเรียบร้อยอ่านรายละเอียดการเดินทางไปยังโรงแรมอีกครั้งบอกว่าให้ “Go down” อ่ะ…เอาล่ะสิไปทางไหน ข้างหน้าหรือข้างหลังทางออกล่ะ พี่ช้างก็เลยบุกเข้าไปปล้นแบงค์ เอ้ย ไปหาทางไปกับเจ้าหน้าที่ใน Woori Bank ที่อยู่ตรงปากทางออกนั่นซะเลย

น้องลิงยืนเฝ้าระวังอยู่หน้าแบงค์นั่นแหล่ะ สักพักพี่ช้างก็เดินยิ้มออกมาพร้อมโบกกระดาษที่อยู่ในมือ แล้วเล่าว่า เอากระดาษที่โรงแรมแจ้งมาว่าให้ Go Down ให้เจ้าหน้าที่แบงค์ท่านหนึ่งดู เค้าก็ยิ้มแบบขำๆ ว่านั่นสิไปทางไหนล่ะ เลยสอบถามว่าโรงแรมนี้อยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่ท่านนั้นไม่ทราบ ก็เลยช่วยเหลือโดยโทรศัพท์ไปสอบถามกับทางโรงแรมให้ และทางโรงแรมก็แฟ็กซ์แผนที่มาให้ แผนที่อันนี้ดูละเอียดและเข้าใจกว่าที่เรา Print มาจากในเว็บ www.hotels.com ที่เราได้ทำการโรงแรมไว้ซะอีก คิดในใจแล้วทำไมไมลงแผนที่นี้นะ ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ท่านนั้นอีกครั้งนะคะ-ครับ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หรือสถานีตำรวจ หากต้องการความช่วยเหลือทำมึนเดินเข้าไปเลย แล้วคุณจะได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากชาวเกาหลีเสมอ…

Hotel Mare ชื่อนี้ยังไงกันนะ

สรุปแล้วก็คือเมื่อออกจากทางออกที่ 4 ก็เดินตรงไปเรื่อยๆ อย่างเดียวประมาณ 100 กว่าเมตร ข้ามแยกไฟแดงแรกแล้วเดินตรงไปอีกไม่เกิน 50 เมตร ในที่สุดก็พากันลากๆ เดินมาถึง Hotel Mare จนได้ เจ้าหน้าที่สาวท่านนี้พูดภาษาอังกฤษเก่งมากๆ หลังจากนั้นก็พากันไปเก็บข้าวของที่ห้องพัก ตรวจตรารอบๆ ห้องแล้วทุกอย่างครบครันจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นชาและกาแฟสำเร็จรูป น้ำแร่ อย่างละสอง และยังมีน้ำส้ม 1 กล่องและกาแฟเย็นอีก 1 กล่องด้วยนะ

นอกจากนี้โรงแรมยังมีคอมพิวเตอร์พร้อมอินเตอร์เนท ทีวีแอลซีดีจอบะฮึ่มรึ่ม อุปกรณ์ประทินผิวกายแบบเป็นขวดยักษ์เลยทุกอย่างจัดเตรียมให้ครบถ้วนทั้งสบู่ แชมพู ครีมนวดแบบกดไม่อั้น แม้กระทั่งยาสีฟันด้วยนะ เรียกว่าประทับใจมากๆ สำหรับชื่อโรงแรม Hotel Mare ตอนก่อนตัดสินใจจอง เรามองว่าชื่อแปลกๆ แฮะ คำว่า Mare เราดันไปคิดถึงคำว่า Nightmare ซะอย่างนั้น คิดในใจ (ไปเองอีกแล้ว) แล้วประแล่มๆ โรงแรมอะไรกันตั้งชื่อให้ได้รู้สึกน่ากลัวจัง พอหาข้อมูลเพิ่มก่อนตัดสินใจจองถึงรู้ว่าเค้าอ่านว่า “โฮเตลมาเร่” ต่างหากเล่า คิดไปได้นะเรา

และแล้วก็เพิ่งได้รู้ว่า…ไปไม่ถึง Dongdaemun Market

เราออกเดินทางจากโรงแรมที่สถานี Dapsimni ไปลงยังสถานี Dongdaemun History & Culture Park โดย Subway Line 5 (สายสีม่วง) และออกทางออกหมายเลข 1 เลี้ยวขวาเดินตรงไปนิดเดียวเจอกับสี่แยกไฟแดง เอาล่ะสิไปทางไหนดีเรา ตามที่หาข้อมูลว่าบอกว่า walk for around 10 minutes ก็เลยสอบถามคุณผู้หญิงที่กำลังเดินผ่านมาท่านหนึ่งเค้าบอกว่าให้เลี้ยวขวา เมื่อเลี้ยวขวาไปก็จะพบกับ Dongdaemun Design Plaza & Park ที่กำลังก่อสร้างอยู่ดูท่าทางใหญ่โตมโหฬารดี ครั้งหน้าหากมีโอกาสจะแวะมาเที่ยวแน่ๆ เดินไปไม่เกิน 200 เมตรฝั่งซ้ายมืออีกฟากของถนนก็จะมีแหล่งชอปปิ้งไล่จาก Hello apM ต่อด้วย Migliore ถัดไปก็คือ Doosan Tower

เดินตื่นตาตื่นใจไปกับโซลเพราะตั้งแต่มาเกาหลี เพิ่งได้เข้ากรุงโซลก็วันนี้นั่นแหล่ะ เรียกกันว่าเดินอย่างมั่วเข้านี่ออกโน่น มาสุดที่ตลาดที่เราคิดไปเองว่าเป็นตลาดดงแดมุน พอมาเขียนรีวิวและได้ทบทวนแผนที่เส้นทางการเดินวันนั้นอีกครั้ง ถึงได้รู้ว่าอ้าวเฮ้ย…ไม่ใช่แต่น่าจะเป็น Gwanghui Fashion Plaza ต่างหากหลังจากที่เดินวนไปวนมาดูสินค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นรองเท้าทั้งรองเท้ากีฬา รองเท้าบูท รองเท้าแฟชั่น และกระเป๋าต่างๆ ก็พากันไปหาอะไรทานเพราะตอนนี้เกือบบ่าย 3 โมงแล้ว เลือกไปเลือกมามองไปที่ร้านหนึ่งครบทุกองค์ประกอบ 2ร (ราคา+รูป) และ 1ค (คนเยอะๆ) เปิดเข้าไปเลยอย่างมั่นใจ เลือกนั่งโต๊ะที่ชอบใจและชี้มือไปรายการอาหารที่อยากทานตรงป้ายใหญ่ๆ ที่ติดไว้บนฝาผนัง พี่ช้างสั่งข้าวกับผัดพริกหมู 3,000 won ส่วนเราสั่งอาหารเป็นเส้นๆ คิดเอาเองตามรูปที่เห็นว่าเป็นบะหมี่เกี๊ยวชิ้นโตๆ 4 ชิ้น 2,900 won (ยังคิดในใจว่าทำไมถูกจัง)

พออาหารมาเส้นที่ว่าคือมาม่า (อีกแล้ว) ส่วนเกี๊ยวสงสัยแอบหนีไประหว่างทางมาถึงโต๊ะเลยเหลืออยู่แค่ 2 ตัว อ่ะ…นี่เข้าข่ายโฆษณาเกินจริงนะเนี่ย จริงๆ แล้วน่าจะมีตัวหนังสือตัวเล็กๆ เขียนข้างหลังเครื่องหมายดอกจันทร์ไว้ด้วยว่า “รูปในป้ายราคานี้เป็นภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น มิได้หมายความว่าท่านจะได้ในสิ่งที่เห็น โปรดใช้วิจารณาญาณในการสั่งอาหาร” เอาน่า…ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว หิวก็หิวคิดอะไรมาก ว่าแล้วก็ลุยพรึ่บพรั่บ ๆ แป๊บเดียวหมดเรียบ จ่ายเงินและรีบออกจากร้านทันที ไม่อยากให้อาลัยอาวรณ์เดี๋ยวจะติดใจมาคราวหน้าจะเผลอมาอีกเปล่าๆ

วัดพื้นมาแล้ว…ไม่แข็งเท่าไหร่ ไม่สะเทือนผิวเลย

เมื่ออิ่มก็พากันเดินขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงฮึนอินจิมุน (Heunginjimun) หรือประตูตะวันออก (East Gate) ถ่ายรูปแชะๆ โดยไม่มีเอะใจเลยว่าเรายังไม่ไปถึงตลาดดงแดมุนเลยนะ จริงๆ แล้วแค่แยกตรงนี้เราเดินข้ามแยกไปทางซ้ายมือและเดินตรงไปอีกไม่ไกลก็จะถึงตลาดดงแดมุนแล้ว เอาเป็นว่าอดโดยไม่รู้ตัว เพิ่งมารู้ทีหลังตอนมานั่งทำรีวิวนี่แหล่ะแย่จัง แต่มันมีที่แย่กว่านั้นอีกระหว่างที่พากันข้ามสี่แยกแห่งนี้เพื่อจะกลับไปตั้งต้นที่สถานี Dongdaemun History & Culture Park ก็เดินข้ามแยกแรกมาแบบปกติสุขดีทีนี้พี่ช้างจะข้ามต่ออีกแยกไปทางซ้าย น้องลิงก็พยายามจะเอามือตะครุบว่าตรงไปเถอะนะๆๆๆ ก็ไม่ทันได้แค่แตะปลายเสื้อ ปากก็ตะโกนลั่นว่าไม่ข้ามนะ ไปทางนี้นะ ทีนี้ร่างกายเหมือนจะก้าวตรงไป แต่ใจที่กลัวหลงและถูกทิ้ง (ว่าไปนั่น) มันขัดกัน เลยเอี้ยวตัวและขาจะไปทางซ้ายในบัดดล แล้วเท้าก็สะดุดเข้าให้กับขอบทางเลยขะมำไปข้างหน้า เรียกว่าคว่ำลงไปทั้งตัวดังแผล่ะ กางแขนขาครอบครองพื้นฟุตบาทกันเต็มที่

พี่ช้างตกกะใจร้องลั่นตั้งแต่เริ่มจะถลาลมแล้ว จนลงพื้นนั่นแหล่ะ ดีนะไม่ได้ฉีดอะไรไว้ที่น่าอกไม่เช่นมีแตกมากกว่าหน้าอีกมั้ง เจ็บมากแต่ก็อายจังเลย พี่ช้างมางัดให้ลุกขึ้นแล้วรีบจูงมือพากันหลบเข้าไปซอยเล็กๆ แถวนั้น เพื่อเลียแผลใจ เอ้ย ตรวจตราร่องรอยความเสียหายเจ็บเท้า หัวเข่า และมือที่ยันลงไป ส่วนปลายคางกับปากมีถูกเสยเล็กน้อย สรุปได้แค่แผลฟกช้ำไม่มีเลือดตกยางออก ไม่รู้ว่าจะสรุปว่าพื้นที่นี่ไม่แข็งเท่าไหร่ หรือว่าเราหนังเหนียวกันแน่นะ แต่ที่แน่ๆ อายชะมัดเลย กล้อง CCTV เค้ามีทั่วบ้านทั่วเมือง ไหนจะผู้คนแถวนั้นอีกเยอะแยะขนาดนั้น โหย…อายจริงๆ นะเนี่ย ลงไปแบบทั้งตัวขนาดนั้น ไม่รู้พุงจะแตกไส้จะทะลักอยู่ข้างในหรือเปล่านะ…เฮ้อ!!!

 เดินเลียบ Cheonggyecheon Stream ไปยัง Cheonggye Plaza

ตอนแรกว่าจะเดินทางไปยัง ชองเกพลาซ่า (Cheonggye Plaza) โดยทาง Subway คิดไปคิดมาเราน่าจะลองเดินเล่นเรียบชายคลองไปเรื่อยจนถึงเลยดีไหม น้องลิงพยายามโน้มและน้าวพี่ช้างสารพัดว่าเดินไป ถ่ายรูปไปน่าสนุกดีออกนะ เอาเป็นว่าเริ่มออกจากบริเวณแยก Gwanghui Fashion Plaza ประมาณ 16.30 น. พากันเดินเล่นไปชมวิว ถ่ายรูปเลียบไปตามคลองบ้าง ผลุบโผล่ขึ้นมาด้านบนผ่านย่านต่างๆ คล้ายๆ ตลาดพาหุรัด ตลาดคลองถม สะพานเหล็ก บ้านเรา คือ ย่านต่างๆ ก็จะขายของเป็นโซนๆ ไป มีทั้งย่านขายอุปกรณ์ตัดเย็บ ย่านอุปกรณ์หลอดไฟ-โคมไฟ และย่านอุปกรณ์ไอที

เดินมาจนถึง ชองเกพลาซ่า (Cheonggye Plaza) ประมาณเกือบ 18.30 น. ก็เหมือนเดิมถ่ายภาพเพื่อเก็บเป็นความทรงจำ สำหรับลำธารชองเกชอน เป็นลำธารที่มีความยาว 5.84 กิโลเมตรไหลผ่านใจกลางกรุงโซล ในปี ค.ศ. 1958 ได้มีการถมเพื่อทำถนนจากเดิมที่เป็นลำธารธรรมชาติ และได้เริ่มมีการปรับปรุงพื้นที่อีกครั้งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2003 โดยใช้เวลาในการปรับปรุงทั้งสิ้น 2 ปี และ 3 เดือน เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจกลางเมือง มีสะพานข้ามคลองทั้งหมด 22 สะพาน สองข้างฝั่งถนนริมลำธารยังมีร้านกาแฟ ร้านอาหาร และบาร์ให้นั่งดื่มด่ำไปกับบรรยากาศและเสน่ห์ทั้งในยามกลางวันและยามค่ำคืน

โอ้ว…โซลเธอทำไมช่างหนาวเหน็บอะไรเยี่ยงนี้

เริ่มพลบค่ำอากาศเริ่มหนาวเย็นแบบยะเยือก ไม่เหมือนที่เกาะเชจูจะหนาวแบบมีลมเหมือนหนาวฝน แต่ที่โซลนี่จะหนาวแบบเหมือนโดนแช่แข็ง หนาวยะเยือกเชือดนิ่งๆ นิ่มๆ แต่บาดลึกจริงๆ อยู่กันได้สักเกือบ 1 ทุ่ม ความคึกที่จะเดินต่อไปยังตลาดเมียงดงก็เริ่มหมดไปเพราะความหนาวจัดนี่แหล่ะ เลยว่าตลาดเมียงดงเนี่ยมีตามแผนอยู่แล้วในวันถัดๆ ไป วันนี้พอแค่นี้ก็แล้วกันเพราะหนาวจริงๆ ไม่ไหวแล้ว ก็เลยพากันเดินตุ๊ปั๊ดตุ๊เป๋ข้ามมาฝั่งขวามือของสะพาน Mojeongyo เดินตรงเข้าไปในซอยเรื่อยๆ ถ่ายรูปร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ แถวนี้ที่มีสีสันพอสมควร เห็นป้าย City Hall เลยคิดว่าน่าจะอยู่ใกล้ๆ กับสถานี City Hall ก็เลยพยายามหาสถานีให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน เดินไปเดินมาชักงง งงวันแรกอย่างไร วันนี้เราก็ยังงงคงเดิมล่ะจ้า

เดินไปสักพักก็พบกับสองหนุ่มที่ใกล้ๆ สี่แยกไฟแดงก็เลยแวะถามทางเป็นภาษาอังกฤษ เค้าหันไปพูดคุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่น อ้อ เป็นชาวญี่ปุ่น เค้าก็เลยบอกว่าจากแยกนี้ให้เลี้ยวซ้าย เดินตรงไปจนเจอแยกไฟแดงอีกทีก็เลี้ยวซ้ายและเดินตรงไป แต่ไม่ใช่สถานที City Hall นะ เป็นสถานี Ganghwamun เราก็กล่าวคำขอบคุณพร้อมโค้งคำนับก่อนเดินตามที่เค้าแนะนำมาเดินตรงมาแล้วเลี้ยวซ้าย เดินตรงไปจนถึงแยกไฟแดงต้องเลี้ยวซ้ายอีก หันไปทางซ้ายเห็นแล้วสถานี Ganghwamun

แต่ช้าก่อน…พอสายตาซอกแซกไปด้านขวามือก็พบเข้าให้กับ Gwanghwamun Square เมื่อมองไปไกลๆ ก็เห็น Gyeongbokgung Palace เป็นฉากหลัง เอ้าน่า (อีกแล้ว) ขอแวะหน่อยก็แล้วกัน จริงๆ แล้วเรามีกำหนดมาเที่ยวบริเวณนี้ในวันพรุ่งนี้ แต่ก็นะอันนี้เป็นมุมมองแบบตอนกลางคืน ก็เลยขอแวะเก็บรูปสักหน่อยก่อนเดินจากด้านหน้า Gwanghwamun Square เพื่อมุดลงใต้ดินไปตามทางที่เชื่อมไปยัง Subway สถานี Ganghwamun เพื่อเดินทางกลับโรงแรมที่สถานี Dapsimni

มาโซลวันแรกเดินไม่ยับยั้งชั่งใจ…ว่าวัยเราน่ะ…จะไหวไหมเนี่ย

มาถึงสถานี Dapsimni เกือบสองทุ่มครึ่ง เดินขึ้นมายังทางออกที่ 4 ทางไปโรงแรม Hotel Mare ก็พบกับร้านอาหารร้านหนึ่งลองแวะเข้าไปทานมื้อเย็นกันที่นี่ พี่ช้างสั่งข้าวแกงกะหรี่ไก่ทอด อีกแล้วเหรอเนี่ย หรือว่าจะอร่อยจัดๆ น้องลิงเลยสั่งบ้างหมดไปคนละ 4,900 won ก็อร่อยและราคาไม่แพงนะ แต่เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปทั้งอาหารและร้านไว้เลย เนื่องจากถ่ายรูปกันจนแบตเกลี้ยงตั้งแต่ Gwanghwamun Square ไปแล้ว แต่ไม่เป็นไรอย่างไรซะก็ยังต้องฝากท้องกันไปอีกหลายวันแน่นอน กลับสู่โรงแรมด้วยความเหนื่อยล้าสุดๆ ประกอบกับเมื่อคืนได้นอนหลับจริงๆ แค่ 3 ชั่วโมงเห็นจะได้ เนื่องจากหลอนสภาพห้องของโรงแรม Milano Crown เกินไปหน่อย

นี่ก็เวลาประมาณห้าทุ่มกว่าๆ แล้ว หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมตัวเข้านอนก็มีเสียงโล้งเล้งมาจากนอกห้อง ตอนแรกคิดว่าเราคิดถึงเมืองไทยเหรอ ได้ยินเป็นเสียงภาษาไทย อ๊ะ…คนไทยนี่ ที่แท้มีทัวร์มาลงที่โรงแรมนี้นี่เอง ท่าทางโรงแรมนี้ไม่ค่อยเก็บเสียงนะเนี่ย…นอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นไปจัดการอาหารเช้ามื้อแรกที่ Hotel Mare ตอนสัก 7 โมงเช้าเพราะเจ้าหน้าที่แจ้งว่า 8 โมง ถึง 9 โมงเนี่ย ผู้คนจะเยอะมาก กำชับให้เราลงไปเช้าๆ หน่อย น่ารักจริงๆ จ้า