ตอนที่ 11 The JEJU Folklore and Natural History Museum

วันนี้ตื่นสายมากๆ เกือบสิบโมงเช้าเห็นจะได้ เร่งรีบอาบน้ำแต่งตัวและลงไปเช็คเอ๊าท์เพื่อออกจากโรงแรม Travellers Hotel Jeju เมื่อเวลา 11.10 น. จุดมุ่งหมายการเดินทางที่แรกของเราคือไปเช็คอินยังโรงแรมแห่งใหม่คือ MILANO CROWN ในส่วนเหนือของเกาะเชจู Jeju City ขอใช้บริการรถ Shuttle Bus ฟรีของทางโรงแรมอีกครั้งเพื่อไปส่งยัง ICC Jeju ติดต่อเจ้าหน้าที่ว่าต้องรอรถออกอีกครั้งประมาณ 12.00 น.

ระหว่างนี้เราก็ได้มีโอกาสใช้อินเตอร์เนทฟรีที่บริเวณ Business Center ใกล้ๆ ล็อบบี้ของโรงแรม Travellers Hotel Jeju โดยจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้บริการแค่ 2 เครื่อง (น้อยไปไหมเนี่ย) ก็มีการแย่งๆ กันเล็กน้อย เพราะช่วงที่ไปพอดีมีแขกกลุ่มใหญ่น่าจะเป็นนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนมาพักค่อนข้างเยอะ

วันนี้หิมะตกหนักมากกว่าเมื่อวานมากและท้องฟ้าหม่นไม่มีเงาของแดดเลย ระหว่างรอพี่ช้างก็ถ่ายรูปและวีดีโอเก็บบริเวณต่างๆ รอบโรงแรมได้ค่อนข้างเยอะ รถของโรงแรมได้มาส่งเราที่ ICC Jeju ประมาณ 12.20 น. เราต่อรถ Airport Limusine สาย 600 เพื่อไปยังสนามบินเชจู เสียค่ารถไปคนละ 3,900 won เนื่องจากไม่แน่ใจว่า โรงแรม Milano Crown อยู่ส่วนไหนของเกาะกันแน่

เทคนิคใหม่กันแท็กซี่ขาโหด…พึ่งพาชาวเกาหลีผู้ใจดีเขียนชื่อสถานที่ให้

เข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ Tourist Information ของสนามบินถึงตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรม Malino Crown เจ้าหน้าที่แนะนำว่าให้นั่งแท็กซี่ไปราคา 3,000 ถึง 4,000 won อ้ะ…แท็กซี่อีกแล้วเหรอ พี่ช้างอดไม่ได้ที่จะเล่าเหตุการณ์เมื่อวานที่เรียกแท็กซี่ไปยัง Chocolate Castle เจ้าหน้าที่รับฟังและได้แต่หัวเราะแหะๆ แต่ก็ช่วยเราเต็มที่โดยการเขียนภาษาเกาหลีตัวโตๆ ใส่กระดาษ A4 ให้เรา อ่านไม่ออกหรอกนะ คาดเดาว่าน่าจะประมาณว่าช่วยไปส่งที่โรงแรม Milano Crown ป.ล. ห้ามพาวนชมเมืองเด็ดขาดนะสิบอกให้ (ประโยคหลังอันนี้ขอเติมเองล่ะจ้ะ)

โบกแท็กซี่หน้าสนามบินมายังส่วนของ Airport Downtown ซึ่งไม่ไกลกันมาเลย ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที เสียค่ารถไป 3,500 won ก็มาถึงโรงแรม Malino Crown เป็นที่เรียบร้อยสะดวกโยธิน แสดงว่ายันต์ เอ้ย กระดาษแผ่นนั้นได้ผล เลยพับติดตัวไว้เผื่อฉุกเฉิน…อิอิ

เช็คอินเข้าโรงแรม Malino Crown

เช็คอินเรียบร้อย ขึ้นห้องพักเพื่อเก็บข้าวของ และก็ขอยอมทำใจรับได้กับการบริการและห้องที่ทางโรงแรมได้จัดไว้ให้ด้วยราคาที่จองจากเว็บไซต์เดิม www.ebookers.ch ด้วยราคาที่ใช้ส่วนลดแล้วประมาณ 450 บาท ห้องที่เล็กและไม่มีอะไรให้เลยนอกจากน้ำใส่เหยือกไว้ให้ 1 เหยือกในตู้เย็น เอาน่า…อย่างน้อยก็มีเตียงนุ่มๆ เพื่อพักผ่อนก่อนการเช็คเอ๊าท์ออกตอน 6 โมงเช้าในวันรุ่งขึ้น เพื่อบินกลับกรุงโซลเวลา 8.45 น. เดี๋ยวก็เช้าแล้วเนอะ

ว่าแล้วเราออกไปหาอะไรทานและลุยกันต่อดีกว่า แหม…ก็อดเอาไปเปรียบเทียบกับการบริการของโรงแรม Travellers Hotel Jeju ไม่ได้ เลยรู้สึกน้อยใจนิดหน่อยน่ะ (ว่าไปนั่น) แต่ก็เป็นสิ่งที่เราควรพึงระลึกไว้เสมอว่าเมื่อใช้ส่วนลดใดๆ แล้ว อาจจะมีบ้างที่จะไม่ได้รับการบริการที่ดีเท่าราคาปกติได้เหมือนกัน

ร้าน Han’s Deli อร่อย…ถูก…คุ้ม

หลังจากเดินวนไปวนมาเพื่อเลือกร้านสำหรับหาของอร่อยๆ ลงพุงกันหน่อย ถึงแม้เวลาจะป่านเลยไปจนเกือบจะ 15.30 น. และไม่มีอะไรลงท้องเลยตั้งแต่เช้าก็ตาม ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกร้าน Han’s Deli ซึ่งจริงๆ แล้วตั้งอยู่ไม่ห่างจากโรงแรม Milano Crown เท่าใดเลย แค่เลี้ยวซ้ายจากประตูโรงแรมและเดินตรงมาเรื่อยๆ ไม่เกิน 200 เมตรได้ หน้าร้านติดป้ายราคาพร้อมรูปและมีลูกค้ามากมายกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารในร้าน ก็เท่ากับว่าครบองค์ประกอบที่เรากำหนดไว้คือ 2ร. (ราคา+รูป) และ 1ค. (คนเยอะๆ)

น้องลิงขออุด้งทะเล ส่วนพี่ช้างข้าวแกงกระหรี่ไก่ทอด (อีกแล้วไม่เบื่อหรือไงนะ อิๆ) ระหว่างรอก็ถ่ายรูปภายในร้านไว้เป็นที่ระลึกถึงความใจดีของคุณป้าเจ้าของร้านที่ยิ้มแย้มแจ่มใส แม้ไม่ได้พูดอะไรกันสักคำใช้ชี้รูปที่เมนูแล้วมานั่งรอ เดินไปรับอาหาร และบริการตนเองในการหยิบอุปกรณ์และเครื่องเคียงเพิ่มเติม เครื่องเคียงที่นี่จะมีแค่อย่างเดียว คือ แตงกวาดอง อร่อยมากๆ รสชาติเหมือนมะดันแช่อิ่มบ้านเราเลย หมดไปคนละ 4,900 won

เมื่ออิ่มหนำสำราญก็มานั่งตกลงกันว่านี่เกือบสี่โมงเย็นแล้ว คงไม่สามารถทำได้ตามแผนการท่องเที่ยวที่กำหนดไว้แน่นอน จำเป็นต้องตัดเหลือที่เที่ยวแค่ 1 ที่ เราก็เลือกที่จะไปยัง The JEJU Folklore and Natural History Museum

การเดินทางไปยัง The JEJU Folklore and Natural History Museum จากโรงแรม Malino Crown

เดินย้อนกลับมาโรงแรมเพื่อถามเจ้าหน้าที่ถึงวิธีการในการเดินทางไปยัง The JEJU Folklore and Natural History Museum เจ้าหน้าที่แนะนำว่าให้ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามและขึ้นรถหมายเลข 500 จะอยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม Jeju KAL เราปฏิบัติการตามเจ้าหน้าที่แนะนำทุกขั้นตอน รวมทั้งยื่นคู่มือฉบับประจำตัวชี้ไปยังชื่อสถานที่จุดหมายเป็นภาษาเกาหลีเหมือนเคย แต่ความกระวนกระวายใจขณะนั่งบนรถบัสไม่ค่อยมีเหมือนตอนที่มายังเกาหลีใหม่ๆ แล้วนะ เพราะเราสัมผัสได้ว่าทุกครั้งที่เราขึ้นรถบัสและบอกจุดมุ่งหมายที่เราจะไปด้วยวิธีการดังกล่าว เราจะสามารถไปถึงยังที่หมายเหล่านั้นได้เสมอโดยไม่มีเกินหรือขาดแน่นอน

ถึงแม้ว่าเหล่าคุณลุง หรือคุณพี่พนักงานขับรถจะดูเฉยๆ แต่เมื่อถึงที่หมายทุกครั้งจะมีสัญญาณบ่งบอกให้เราเสมอว่าถึงแล้วนะ ลงได้แล้วล่ะนะ แต่ก็แอบที่จะช่วยเหลือตัวเองอยู่บ้างอย่างครั้งนี้ก็นั่งไปเรื่อยๆ รถแวะเข้าสนามบินด้วย และออกจากสนามบินขับไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านโรงแรม Jeju KAL ที่ตั้งอยู่ซ้ายมือ เราก็รู้แล้วว่าได้เวลาต้องลงแล้ว เราลงป้ายรถเมล์แรกที่ข้ามสี่แยกไฟแดงตรงโรงแรม Jeju KAL

ป้ายสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของประเทศเกาหลีจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม

เมื่อลงจากรถเราก็เห็นป้ายสีน้ำตาลเข้มแสดงชื่อสถานที่ท่องเที่ยวว่า The JEJU Folklore and Natural History Museum ชี้ไปยังถนนข้างๆ โรงแรม Jeju KAL เราจึงพากันข้ามถนนมาฝั่งเดียวกับโรงแรม Jeju KAL และเดินตรงเข้าไปบนถนนข้างโรงแรมเรื่อยๆ ประมาณ 400 เมตร ก็ถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว The JEJU Folklore and Natural History Museum

The JEJU Folklore and Natural History Museum

The JEJU Folklore and Natural History Museum หรือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและธรรมชาติวิทยา เชจู เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตพื้นบ้านในอดีตของชาวเกาะเชจู รวมไปถึงจัดแสดงเครื่องไม้เครื่องมือในการดำรงชีวิต ไม้พันธุ์ต่างๆ สัตว์ และแร่ธาตุที่พบได้ตามธรรมชาติในเกาะเชจู มีสถานทีจำลองของถ้ำมานจังกุล เป็นถ้ำที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของลาวาที่ยาวที่สุดในโลก

นอกจากนี้ภายนอกอาคารก็มีสวนสำหรับเดินเล่นนั่งพักผ่อนและมีสุสานโบราณอยู่ด้วย ต้องขออภัยด้วยที่จำไม่ได้ว่าสุสานของใครอย่างไร เพราะเดินหลงเข้าไปยามโพล้เพล้ตอนก่อนกลับ ทำให้กลัวว่าจะไปดูหมิ่นและรบกวนเลยรีบออกมาแบบไม่ได้ถ่ายรูปเลย ค่าเข้าชมแค่คนละ 1,000 won นับว่าคุ้มค่ามากๆ ใช้เวลาเดินจนเกือบครบก็เกือบ 2 ชั่วโมง ที่นี่จะปิดเวลา 18.00 น.

เราพากันเดินออกมาประมาณ 17.45 น. เริ่มจะค่ำแล้วอากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังไม่วายที่เราจะพากันเดินย้อนออกมาหน้าโรงแรม Jeju KAL แล้วพากันเดินเล่นส่องโน่น มุดนี่ เข้าโน่น ออกนั่นไปเรื่อยเปื่อยจนเกือบจะหนึ่งทุ่มได้

รอรถสาย 500 เพื่อกลับโรงแรม ไม่จอดป้ายนี้ ต้องเดินไปอีก 1 ป้าย

ด้วยความคุ้นเคยว่ารถเมล์บ้านเราถ้าสายไหนวิ่งผ่านเส้นไหนจะมีจุดจอดรถแทบทุกป้ายที่ผ่าน เราก็มั่นใจแล้วว่าการรอรถฝั่งที่ยืนเนี่ยถูกต้องแล้ว แต่ทีนี้ไปยืนมองป้ายไฟที่ป้ายไม่ยักกะมีสายรถ 500 ขึ้นให้เห็นเลย นั่งรอไปเกือบ 5 นาที เพิ่งเริ่มจะเอะใจ เหวอ…ช้าไปไหมเนี่ย ไม่ช้าหรอกเราว่าสมวัยงัย แหม…ก็ปูนนี้แล้วนี่หน่า ก็เลยหันไปถามคุณลุงท่านหนึ่งที่กำลังรอรถอยู่เช่นกันว่าเราสามารถขึ้นรถสาย 500 ที่ป้ายนี้ใช่ไหม เค้าชี้ไปที่ป้ายถัดไปโน่นไม่ไกลเท่าไหร่เดินย้อนขึ้นไปสักไม่เกิน 10 เมตรโน่น นั่นไงว่าแล้ว ก่อนพากันเดินย้อนไปรอป้ายโน้น เราก็กล่าวขอบคุณและโค้งคำนับเหมือนเคย

พอขึ้นรถได้เราก็งัดเอายันต์ เอ้ย กระดาษ A4 ที่ได้จากเจ้าหน้าที่ Tourist Information แผ่นเดิม ชี้แจงแถลงการณ์กับคุณลุงพนักงานขับรถว่าเราจะไปโรงแรม Malino Crown นะๆ พอถึงที่ เอ้ย จุดหมาย คุณลุงพนักงานขับรถก็ตะโกนว่า Malino Malino เราก็พากันลงอย่างสบายๆ ใกล้หน้าโรงแรมเป๊ะๆ เลยทีเดียว

หมูย่างเกาหลีที่นี่เหมือนใครหรือเปล่านะ

เริ่มหิวอีกแล้วนี่ก็ปาไปเกือบ 2 ทุ่มแล้ว หมายมั่นปั้นมือว่าจะลองทานหมูย่างเกาหลีบนเกาะเชจูดูสักมื้อสิน่า หลังจากได้มีโอกาสทานมื้อแรกไปแล้วกับ Mr. Scott และ Ms. Pum ที่ Bupyeong ใน Incheon พากันเดินวนไปวนมารอบๆ ร้านอาหารมากมายใกล้ๆ โรงแรมนั่นแหล่ะ ที่นี่ค่อนข้างจะมีร้านอาหารหลากหลายให้เลือกไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล หมูย่างเกาหลี หรือร้านอาหารเกาหลีมากมายหลายร้านกันทีเดียว

เราเดินตามกลิ่นหมูย่างไปเรื่อยเปื่อย ไม่ค่อยกล้าเข้า เพราะไม่ค่อยมีรูปและป้ายราคาและร้านค่อนข้างปิดมองไม่ค่อยเห็นผู้คน เอาเป็นว่าไม่ครบองค์ประกอบเดิมๆ ของเรา พาเดินกันไปเรื่อยจนไปเจอเข้ากับร้านแห่งนี้ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามเยื้องๆ กับมินิมาร์ท เป็นกระจกโปร่งใสของเห็นผู้คนกำลังนั่งปิ้งๆ ย่างๆ กันแทบเต็มร้านมีรูปแล้วป้ายราคาชัดเจน เลยพากันเดินขึ้นบันไดขึ้น ลักษณะร้านจะอยู่บนชั้น 2 ของอาคารดูโปร่งสบายดีจัง แล้วก็สั่งเป็นเนื้อหมู 10,000 won และกระดูกหมู 12,000 won ราคาดูเหมือนไม่แพง (หรือเปล่าไม่แน่ใจ) แต่การบริการน่ารักมากๆ คุณพี่มาเอาเนื้อหมูย่างให้พร้อมปรับไฟและพลิกไปพลิกมาให้ ตัดเป็นชิ้นพอคำพร้อมพยายามช่วยสอนวิธีการทานว่าต้องทำอย่างไรบ้างนะ เอาใบผักนะ ใส่หมูนะ ใส่กระเทียมนะ แล้วใส่น้ำจิ้มพริกสีแดงๆ นะ แล้วทำท่าห่อพร้อมเอาเข้าปาก น่ารักจริงๆ เลยนะ

นอกจากนี้เวลาผักหรือน้ำจิ้มหมดเค้าจะมีบริการมาเติมโดยที่เราไม่ได้ร้องขอเลย เพราะเค้าคงคอยมองและรู้ว่าเราคงขอเองไม่ได้แน่ๆ รสชาติอร่อยอีกแล้ว เลยอดไม่ได้ที่จะสั่งโซจูมา 1 ขวด เพื่อแก้หนาว ที่นี่ใช้แผ่นหินในการย่างแทนตะแกรงนะ เราก็ไม่แน่ใจว่าแปลกกว่าที่อื่นหรือเปล่านะ เพราะเราก็เพิ่งไปมาแค่ 2 ที่เอง แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ และยังเห็นว่าการย่างด้วยเตาหินควันน้อยกว่านะ เพราะไม่เห็นต้องมีเครื่องดูดควันอยู่เหนือหัวเราแบบร้านแรกเลย สรุปมื้อนี้หมดไป 25,500 won อิ่มสุดๆ แต่ก็ยังสามารถล่ะนะ ตบท้ายด้วยกาแฟร้อนฟรีอีกคนละแก้วเหมือนเคย

แล้วสรุปว่าร้านหมูย่างเกาหลีบนแผ่นหินเนี่ยไปอย่างไรล่ะนี่

เพราะความที่เดินแบบมั่วๆ และไปพบร้านแบบมึนๆ ขอสรุปคร่าวๆ อีกครั้งหลังจากคำนวณจากการเดินย้อนกลับมายังโรงแรมว่า หากเริ่มต้นที่โรงแรม Milano Crown จากหน้าประตูแล้วเลี้ยวซ้าย เดินตรงมาจนเจอซอยแรกก็เลี้ยวซ้ายและเดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกับมินิมาร์ท G25 ก็เดินตรงไปอีกนิดจนกว่าจะเจอมินิมาร์ท G25 ร้านที่สองที่อยู่ตรงสี่แยก แล้วก็เลี้ยวขวาเดินไปไม่ถึง 10 เมตรจะเจอกับร้านหมูย่างเกาหลีบนแผ่นหินเป็นอาคารสองชั้นอยู่ตรงข้ามเยื้องๆ กับมินิมาร์ทอีกเจ้า

ต้องขออภัยจริงๆ ที่จำชื่อมินิมาร์ทเจ้านี้ไม่ได้นะ อย่างไรหากอยากไปลองชิมหมูย่างอร่อยๆ ลองพิมพ์รูปภาพหน้าร้านในรีวิวนี้ แล้วลองสอบถามจากใกล้ๆ กันน่าจะพอนำทำให้สะดวกขึ้นได้บ้างนะ

เปล่าแกล้งโง่นะ…แบบว่ามึนจริงๆ

ก็จากที่เดินวนไปวนมาจนมั่วทางอีกนั่นแหล่ะ ทำให้หาทางกลับโรงแรมไม่ถูกมายืนงงถกเถียงกันไป น้องลิงว่าแยกนี้แหล่ะทางไปโรงแรม ส่วนพี่ช้างก็บอกว่าต้องไปแยกสิ เอาล่ะสิ อย่างนี้ต้องหาเหยื่อ…เอ้ย…ผู้ช่วย ฉับพลันมีชายหนุ่มเดินมาพอดี เราก็งัดเอากระดาษ A4 แผ่นเดิมขึ้นมาแล้วบอกว่าจะไปโรงแรมนี้ได้อย่างไรโปรดเฉลย ชายหนุ่มมองหน้าเราทั้งคู่แบบงงๆ ปนประหลาดใจ แล้วก็เอานิ้วชี้ขึ้นฟ้า เราสองคนแหงนคอมองตามนิ้ว อ้า…ป้ายไฟโรงแรม Milano Crown ช่างเด่นชัดกระจ่างใสไฟปิ๊งๆ

สรุปแล้วโรงแรมอยู่ถัดจากที่เรายืนนั่นแหล่ะ ไม่เกิน 5 เมตร โถ…พ่อหนุ่มเราเปล่าแกล้งโง่นะ แบบว่าเรามึนเพราะโซจูจริงๆ โทษไปนั่นเลย อิๆ แล้วเราก็กล่าวขอบคุณพร้อมโค้งคำนับเช่นเคย พอหนุ่มอมยิ้มนิดๆ เหมือนคงเข้าใจอาการของคนแก่แล้วเมาหรือเปล่านะ

บ๊ายบายเชจูล่วงหน้า…ก่อนลาจากในวันพรุ่งนี้แต่เช้า

กลับมาถึงโรงแรมก็เกือบสี่ทุ่ม เตรียมอาบน้ำพักผ่อน พรุ่งนี้ตั้งปลุกไว้ต้องตื่นประมาณตีห้าครึ่ง เพื่อไปเช็คอินไฟลท์กลับสู่กรุงโซล ลองคิดทบทวนดูแล้วให้นึกเสียดายที่มาเกาะเชจูในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นไปตามแผนการท่องเที่ยวที่วางไว้เลย ในจุดที่ต้องไปอีกมากมาย อย่างไรซะบ้างเรื่องที่เราทำๆ ไปอาจดูไร้สาระและไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง โปรดใช้วิจารณญาณในการเลือกรับข้อมูลที่อาจะมีน้อย แต่หากเรามีโอกาสได้มาเยือนยังเกาะเชจูอีกในครั้งต่อไป เราจะพยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้เยอะกว่านี้ และนำมาบอกเล่าสู่กันฟังต่อไปจริงๆ นะ ขอสัญญา…