ตอนที่ 10 สัมผัสหิมะขณะโปรยปรายครั้งแรกในชีวิตบนเกาะเชจู

สวัสดีตอนเช้าที่เกาะเชจูจ้า…ประมาณ 08.50 น. รีบลงมารอรถ Shuttle Bus ฟรี ตามที่โรงแรม Travellers Hotel Jeju ได้จัดไว้เพื่อไปส่งยัง Teddy Bear Museum ระหว่างรอก็ออกไปเดินเล่นหน้าโรงแรม…โอ้ว…หิมะกำลังโปรยปรายเลย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต และครั้งแรกในเกาหลีเลยนะที่ได้สัมผัสกับหิมะที่กำลังโปรยปรายแบบตัวเป็นๆ ลักษณะเหมือนน้ำฝนแต่เป็นเกร็ดแบบนุ่มบางเบา ดีใจจังเลยในที่สุดก็ได้เห็นหิมะกำลังตกเสียที

จริงๆ แล้วรถก็รอเราอยู่หน้าโรงแรมสักพักใหญ่ๆ แล้วล่ะ เป็นรถมินิแวนทีนี้เราก็นึกกันเอาเองว่าคงเป็นรถตู้และมีแขกของโรงแรมท่านอื่นๆ ไปด้วย ก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่อีกครั้ง ปรากฏว่าเป็นคันนี้แหล่ะที่เค้าจัดไว้ให้เราและกำลังรออยู่ รถก็มาส่งที่หน้า Teddy Bear Museum กันเลยทีเดียว เรากล่าวขอบคุณพร้อมโค้งคำนับเหมือนเคย ซึ้งนะจริงๆ ใช้โค้ดส่วนลดแล้วจ่ายแค่คืนละไม่ถึง 900 บาทเลย เค้าก็ยังบริการให้ดี ห้องพักที่จัดให้ก็อย่างดีมีวิวทะเลแต่เห็นแบบมัวๆ เพราะอากาศไม่เป็นใจ

Chocolate Land ค่าบัตรผ่านประตูคนละ 2,000 won แต่นำมาแลกซื้อช็อคโกแลตได้

ค่าเข้าชม Teddy Bear Museum ตกคนละ 7,000 won และคำนวณจากพื้นที่โดยรวมแล้วไม่ใหญ่มากนักกะประมาณว่าเดินรอบๆ ไม่น่าจะเกินครึ่งชั่วโมง เรามองว่าแพงไปก็เลยได้แค่ถ่ายรูปด้านหน้าเท่านั้น ใกล้ๆ กันก็เหลือบไปเห็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งคือ Chocolate Land ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าเป็นที่เดียวกับ Chocolate Castle และแอบคิดว่าเมื่อคืนทำไมน้องเจ้าหน้าที่โรงแรมบอกว่าไกลมากนะ ไปไม่หมดหรอกวันเดียวน่ะ เอ๊ะ…ยังไงกันล่ะเนี่ยต้องลอง ว่าแล้วก็พากันเดินเข้าไปเสียค่าเข้าชมคนละ 2,000 won แต่เดี๋ยวก่อนค่าเข้าชมดังกล่าวสามารถนำไปแลกซื้อ Chocolate ได้ตามมูลค่าบัตรเลยนะ

พอเดินๆ ดูไปได้สักครึ่งชั่วโมงก็หมดแล้ว ค่อนข้างเล็กนะ มีพื้นที่จัดแสดง Chocolate ในรูปแบบต่างๆ และมีโรงเรียนสอนทำ Chocolate ด้วย ก็เหมาะสำหรับเลือกซื้อของฝากชื่อดังของเกาะเชจูคือ Chocolate รสส้ม มีให้เลือกชิมก่อนตัดสินใจซื้อด้วยนะ ก็เลยซื้อของฝากเป็น Chocolate ทั้งหมด (รีบซื้อไปหรือเปล่าเนี่ย ยังต้องอยู่ที่เกาหลีอีกตั้งหลายวัน แต่ไม่ได้น่ะซื้อที่นี่ต้องได้อารมณ์ของความเป็นเชจูกว่าแน่ๆ เลย คิดไปเองเรื่อยเปื่อย) หมดค่าของฝากไป 65,000 won ใช้บัตรผ่านประตูแลกลดได้อีก 4,000 won จ่ายไป 61,000 won แล้วคุณผู้หญิงใจดีแถม Chocolate รสส้มราคา 5,000 won ให้อีก 1 กล่อง ขอบคุณมากๆ ล่ะจ้า…

น้ำตกชอนเจยอน Cheonjeyeon Falls

หลังจากออกจาก Chocolate land แล้วเอาอย่างไรต่อล่ะทีนี้ แผนการท่องเที่ยวที่เตรียมมาดูกระจัดกระจายไปหมด แถมจัดๆ ไว้น้องเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีทางทำได้หมดแน่ๆ จะใช้เวลาในการท่องเที่ยวบนเกาะเชจูทั้งเกาะต้องใช้เวลาถึง 21 วัน เอ้าล่ะสิ พากันเดินกลับมาตั้งต้นที่ Teddy Bear อีกครั้ง แล้วก็ดูแผนที่ท่องเที่ยวที่เค้าติดตั้งไว้ตรงมุมถนนติดกับพิพิธภัณฑ์ มองไปฝั่งตรงข้ามก็มี Believe It’s or not ตั้งตระหง่านอยู่ ลองดูแผนที่อีกที อ่ะ…ลองไปดูทีนี่กัน น้ำตกชอนเจยอน Cheonjeyeon Falls

อ่านรายละเอียดในคู่มือแล้วว่า น้ำตกชอนเจยอน Cheonjeyeon Falls เป็น บ่อน้ำของจักรพรรดิแห่งสวรรค์ ตามตำนานว่าพรายน้ำเจ็ดตนซึ่งเป็นสาวใช้ของจักพรรดิแห่งสวรรค์จะลงมาอาบน้ำที่นี่ในยามกลางคืน โดยบริเวณเหนือน้ำตกจะมีสะพานพาดอยู่เหนือบ่อน้ำชื่อว่าสะพานซอนอินเกียวจะมีรูปปั้นของสาวใช้ทั้งเจ็ดประดับประดาอยู่ด้วย อ่านแล้วน่าสนใจรูปก็สวยแต่พอเดินมาถึงทางเข้านึกขึ้นได้นี่มันไม่ใช่น่าฝนนะ น้ำในน้ำตกต้องแห้งแน่ๆ เลย ก็เลยไม่เข้าและเดินเลยไปนิดเดียวก็เจออาคารร้างสูง 2 ชั้น น่าจะเคยเป็นร้านอาหารมาก่อน เลยแอบเดินเข้าไปดู แล้วก็มองทะลุไปเจอกับน้ำตกชอนเจยอน Cheonjeyeon Falls ที่แห้งผาดจริงๆ ด้วย ก็ได้แค่ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ และก็พากันขึ้นไปที่ชั้น 2 ของร้านอาหารดังกล่าว

และขณะกำลังถ่ายรูปปรากฏว่ามีกรุ๊ปทัวร์ขึ้นมาแจมด้วย จะแอบฟังเค้าพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง สักพักไกด์ทัวร์ก็ทักทายและได้พูดคุยกันว่ามาจากประเทศญี่ปุ่น เป็นกรุ๊ปครอบครัวเล็กๆ มีประมาณ 5 ท่าน แล้วก็ถามว่าเรามาจากไหน เราก็บอกว่าไทยแลนด์ เค้าก็อ๋อไทยแลนด์ดึ เอาเป็นว่าเราสองคนก็อินเทรนด์นะเนี่ยขนาดกรุ๊ปทัวร์ยังลงแวะมาเที่ยวตรงนี้เลย…หรือว่าไงดีล่ะเนี่ย

ตัดสินใจไปปราสาทช็อกโกแลตกันต่อเสร็จจากตรงนี้เอาอย่างไรต่อล่ะเรา พากันเดินย้อนกลับมาที่ Teddy Bear Museum อีกครั้ง แล้วเดินขามฝั่งไปที่พิพิธภัณฑ์ Believe it’s or not ตกลงกันว่าจะไปปราสาทช็อกโกแลตกันต่อถึงแม้ว่าน้องเจ้าหน้าที่โรงแรมจะบอกว่าค่อนข้างไกล น้องลิงอยากนั่งรถบัสไป แต่พี่ช้างบอกว่าน้องเจ้าหน้าที่บอกว่านั่งรถแท็กซี่จะถูกกว่า ก็เลยตัดสินใจจะเรียกแท็กซี่ที่จอดเข้าคิวกันอยู่ 4 คัน เราก็ไม่รู้จะเรียกคันไหนดี ก็เลยแกล้งเดินๆ ย้อนกลับมาสักพักมีแท็กซี่อยู่ 1 คันที่จอดรอคิวซ้อนแถวสอง (ไม่ยอมต่อคิว) กลับรถมารับเรา โดยที่เราไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าขนาดเข้าคิวรอผู้โดยสารยังไม่รอเลยนะนั่น ขอโทษจริงๆ ที่ลืมจดหมายเลขทะเบียนรถไว้

เราก็พากันขึ้นไปพร้อมชี้ที่ชื่อภาษาเกาหลีในคู่มือว่าต้องการไป Chocolate Castle ก็นั่งกันไปเรื่อยๆ ผ่านโบสถ์แห่งหนึ่งถึง 2 ครั้ง เหมือนวนไปวนมาอย่างไรก็ไม่รู้ ระหว่างทางก็เห็นพนักงานขับรถก็โทรศัพท์เป็นภาษาเกาหลีบ่อยๆ เหมือนประมาณถามทางหรือไงเนี่ย เอาแล้วสิยังงัยล่ะทีนี้ ได้เรื่องอีกแล้วมั้ง แล้วก็ได้เรื่องจริงๆ หมดค่าแท็กซี่ไปเกือบ 17,000 won หย่อนนิดหน่อยและเสียเวลาไปเกือบ 30 นาที ก็ยังตะขิดตะขวงใจนิดๆ ว่าหลงจริงหรือเปล่านะ

แต่ที่แน่ใจคือ คุณพนักงานขับแท็กซี่คงจะติดใจหรือเปล่า ตอนลงเค้าบอกว่าจะรอรับกลับ น้องลิงก็สะกิดบอกพี่ช้างว่าไม่ต้องให้รอหรอก (กลัว) ก็พยายามบอกตั้งหลายครั้งเค้าก็ยังยืนยันว่าจะรอให้ได้ บอกว่าเดินแค่ 30 นาทีก็หมดแล้วมันเล็กบ้างล่ะ ถ้าออกมาแล้วให้เรียกเค้านะอย่าไปเรียกคันอื่นบ้างล่ะ สุดท้ายไม่รู้จะบอกอย่างไรก็ยังคงย้ำคำเดิมว่าไม่ต้องรอนะ แต่แอบเหลือบมองเค้าก็มีท่าทีไม่ไปไหนจริงๆ

Chocolate Castle ควรไปหรือไม่แล้วแต่ความชอบนะ…ขอบอก

พอไปถึงเราก็จ่ายค่าบัตรผ่านประตูคนละ 4,000 won เค้าจะแถมกาแฟดำร้อนให้คนละแก้วแก้หนาว สำหรับภาพรวมของ Chocolate Castle เป็นการจัดแสดงประวัติความเป็นมาและการทำช็อกโกแลตตั้งแต่สมัยมายา มีอุปกรณ์เครื่องมือในการทำต่างๆ และมีโรงงานที่แสดงการผลิตแบบท้องถิ่นให้เห็นกันจะๆ ผ่านตู้กระจกกันเลย สวยมากๆ สวยและแพงมากจนคิดว่าถ้าซื้อไปแล้วจะกล้ากินไหมล่ะเนี่ย ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วแต่ความชอบเนาะ

หลังจากเดินชมเก็บภาพถ่ายผ่านไปสักครั้งชั่วโมงกว่าๆ ก็ตกลงกันว่าจะหาทางกับรถบัสก็แล้วกัน เพราะคงสู้ค่าแท็กซี่ไม่ไหวแน่ๆ ก็เลยถามหาวิธีออกจากทีนี่แล้วกลับไปยัง Seogwipo โดยไม่ต้องนั่งแท็กซี่ ถามเจ้าหน้าที่ในส่วนของขายของที่ระลึกก็ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่ด้วยความมีน้ำใจเธอโทรไปหาเจ้าหน้าที่หนุ่มอีกคนจากห้องผลิตห้องช็อกโกแลตให้มาช่วยในทันที และชายหนุ่มก็ได้เขียนแผนที่และรายละเอียดให้เสร็จสรรพ พร้อมพามาส่งถึงหน้าประตูเลยทีเดียว

ระหว่างที่เดินกันมาก็ถามไถ่ว่ามาจากไหน เราก็บอกว่ามาจากไทยแลนด์ แค่นั้นแหล่ะเค้ากล่าวคำว่า “สวัสดีครับ” ในทันที เราก็มัวแต่ดีใจกล่าวตอบรับว่า “สวัสดีค่ะ” และ “สวัสดีครับ” จนลืมถามว่าไปรู้จักคำนี้มาจากไหนกันนะ พี่ช้างก็ถามว่าเคยมาเที่ยวเมืองไทยไหม เค้าก็บอกว่าไม่เคย หลังจากที่กล่าวคำขอบคุณและโค้งล่ำลากันแล้ว เราก็มากระจุกกันตรงหน้าประตูเอาไงต่อล่ะทีนี้ แอบมองทะลุรั้วออกไปก็ยังคงเห็นคุณพี่แท็กซี่จอดรออยู่…

กลัวถูกฆ่าหมกป่าจริงๆ นะเนี่ย

พี่ช้างบอกว่าเดี๋ยวถึงหน้าประตูให้เดินแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามทางที่เด็กหนุ่มบอกมานะ ไม่ต้องหันไปมองแท็กซี่ล่ะ น้องลิงก็ว่าไม่ไปบอกกล่าวเค้าหน่อยเหรอ พี่ช้างว่าไม่ต้องเอาตามนั้น ก็บอกว่าไม่ต้องรอแล้วนี่หน่า ก็พากันเดินไปได้สักไม่เกิน 2 นาทีเลย เสียงบีบแตรดังลั่นถนนเลนฝั่งตรงข้าม คุณพี่แท็กซี่เปิดหน้าต่างโวยวายบีบแตรลั่น พี่ช้างเลยบอกว่าพอดีเดี๋ยวมีเพื่อนมารับตรงนั้นนะ ไม่กลับด้วยต้องขอโทษด้วยพร้อมโค้งคำนับ 1 ที คุณพี่แท็กซี่ก็กระชากรถออกไปในทันที

เราพากันเดินออกไปตามทางคือตรงไปเรื่อยๆ เริ่มเดินเริ่มห่างไกลบ้านผู้คน นานๆ จะมีบ้านสักหลัง มีแต่ทุ่งและสวนทางการเกษตรเป็นจุดๆ ระยะทางทั้งหมดที่เราต้องเดินออกมาคือ 2 กิโลเมตร ระหว่างทางก็คุยๆ กันไปว่าเราจะโดนดักตีหัว หรือฆ่าหมกป่าไหมล่ะเนี่ย ระหว่างทางพยายามจะชื่นชมกับธรรมชาติก็ยังไม่วายกังวลอยู่นั่นแหล่ะ ผ่านบ้านที่ทำด้วยกระป๋องน่ารักดีก็ยังมีแก่ใจถ่ายรูปได้อีก เดินไปเห็นรถแท็กซี่สีขาวๆ จอดอยู่ไกลๆ เฮ้ย…ใช่คันนั้นหรือเปล่า เค้ามาดักเราหรือเปล่า เอาอย่างไรดี เดินเข้าใกล้ไปเรื่อยๆ รถก็มีผ่านไปมาน้อยมากนานๆ จะมีสักคัน ใจดีสู้เสื้อเดินต่อไปเมื่อเข้าไปใกล้ๆ เลขทะเบียนไม่ใช่นี่น่ะ จำได้สองหลักคือ 47 นี่ไม่ได้ใกล้เคียงเลย เฮ้อ…โล่ง มองเข้าไปข้างในที่รถแท็กซี่จอดอยู่ก็เห็นคุณลุงคุณป้าสองคนคุยกันอยู่หน้าบ้าน ไม่มีเงาคุณพี่แท็กซี่ขาโหดปรากฏกายให้เห็น รอดแล้วเรา…

เดินตรงไปอย่างเดียวจาก Chocolate Castle จนมาถึงสี่แยกไฟแดง ก็ข้ามฝั่งไปขึ้นรถที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม รอรถไม่นานก็มีรถวิ่งมาเราก็ชี้จุดมุ่งหมายต่อไปที่เราจะไปคือ Oedolgae Rock เป็นภาษาเกาหลีในคู่มือให้คุณลุงพนักงานขับรถและแตะบัตร T Money ค่ารถแค่คนละ 1,000 won เท่านั้นเอง

มีวิธีสั่งของทานแบบใหม่มานำเสนอ

และแล้วรถก็มาจอดนิ่งสนิท ณ ลานจอนรถตรงสถานีขนส่ง ผู้คนเริ่มลงกันหมดคันรถใช้เวลาเบ็ดเสร็จไม่เกิน 30 นาทีจากจุดที่เราขึ้นรถมา พอเราเดินตามผู้โดยสารอื่นๆ ไปทางขวามือของขนส่งก็ออกไปเจอกับถนนใหญ่ มีห้างสรรพสินค้า E Mart อยู่ติดถนน และด้านหลังเป็นที่ตั้งของ Seogwipo World Cup Stadium ใจก็คิดว่าไหนล่ะ Oedolgae Rock แต่ดูตามแผนที่แล้วก็อยู่ใกล้ๆ กับ Wolrd Cup Stadium นะ คงเดินไม่ไกลล่ะ

ตกลงว่าอย่างไรซะวันนี้ทั้งวันยังไม่มีอะไรลงท้องเลยตั้งแต่เช้าก็ได้กาแฟไปแค่คนละแก้วเอง ก็เลยขอแวะทานกันใน Food Court ของห้าง E Mart เนี่ยล่ะ จากที่ดูๆ การสั่งอาหารทานก็คงเหมือนกับที่ Food Court ของ AIINS World แน่ๆ มีเค้าน์เตอร์สำหรับจ่ายเงินและเมื่อจ่ายเงินเสร็จก็ได้รับบัตรคิวเพื่อรอหมายเลขเรียกรับอาหารติ๊งต่องๆ ตามหน้าร้านที่เราสั่งอาหารไป แต่ทีนี้เราก็คิดกันว่าใช้วิธีถ่ายรูปจากตัวอย่างอาหารที่โชว์อยู่ในตู้กระจกนี่ดีกว่าแล้วเค้าเอารูปไปโชว์ตอนจ่ายเงินหมดไป 13,000 won ได้ผลดีเรียบร้อยได้อาหารสมใจอยาก

พี่ช้างสั่ง Jjajangmyeon จาจางเหมี่ยน หรือจาจังเมียน (หมี่ดำ) ส่วนน้องลิงก็ได้ข้าวหมูย่างเกาหลี รับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อยจนอิ่มหนำสำราญ ก็พากันไปเดินเล่นที่ Seogwipo World Cup Stadium กว้างมากๆ กว่าจะเดินได้ครบ 1 รอบ แฮ่กกันไปตามๆ กัน

Oedolgae Rock สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเยี่ยมชมเลย

ตั้งใจว่าจะไป Oedolgae Rock กันให้ได้ เพราะน้องเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นไฮไลท์เชียวนะ Oedolgae Rock ก็คือโขดหินโอดอลแก เป็นขูดหินสูงที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อ 1.5 ล้านปีก่อน บนยอดของโขดหินจะมีต้นสนอายุมากขึ้นอยู่ 2-3 ต้น และมีตำนานอีกว่าในช่วงปลายรัชสมัยโคเรียว นายพลชอยองได้ทำให้โขดหินเหล่านี้มีลักษณะเหมือนกับเหล่านายทหารยักษ์ เพื่อข่มขวัญทหารมองโกลให้กลัวและหนีไปจากเกาะเบิมซอม

เราพยายามจะหาทางไปให้ได้โดยเดินวนไปวนมาหลายครั้งแถวบริเวณนั้นแหล่ะ ลองเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ในห้าง E Mart สองคนที่กำลังยืนสนทนากันอยู่ก็ชี้กันไปคนละทิศเลย เอาอย่างไรล่ะทีนี้ ยังไม่ละความพยายามลองเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ Tourist Information ในสถานีขนส่ง ได้ความว่ามี 2 แบบให้เลือกนะ แบบแรกนั่งรถบัสสาย 9203 ไปประมาณ 3-4 ป้ายรถเมล์ (แล้วตกลงกี่ป้ายล่ะเนี่ย) แล้วเดินต่อเข้าไปอีก 10 นาที หรือแบบที่สองคือเรียกแท็กซี่ ประมาณ 3,000 ถึง 4,000 won (แว๊กส์…แท็กซี่อีกแล้วเหรอ คำนี้ยังแสลงใจไม่หายเลยนะเนี่ย)

สุดท้ายก็ไม่ได้ไปล่ะ ไม่ใช่เพราะหมดอารมณ์กับคำว่าแท็กซี่หรอกนะ แต่เพราะหมดแรงมากกว่านี่ก็ปาเข้าไปจะเกือบห้าโมงเย็นแล้ว อีกอย่างอากาศก็ขมุกขมัว ประกอบกับพยายามจะกลับให้ทันรถ Shuttle Bus ของโรงแรมคันสุดท้ายคือ 18.00 น. ก็เลยพากันรีบหาซื้อมาม่า นมกล้วย และขนมปังในห้าง E Mart และหาทางกลับไปยัง ICC Jeju ต่อไป

ICC Jeju หรือ ศูนย์ประชุมนานาชาติเชจู

ก่อนออกจากห้าง E Mart เราได้ใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรไปยังโรงแรม เพื่อขอใช้บริการ Shuttle Bus เที่ยวสุดท้ายตอน 18.00 น. ตอนแรกคิดว่าต้องไปขึ้นรถที่ขนส่งที่ติดกับห้าง E Mart เพื่อไปยัง ICC Jeju อันเป็นจุดที่นัดรถ Shuttle Bus ของโรงแรมบริการอยู่ เลยพากันถามเจ้าหน้าที่ตรงขายบัตร แต่กลับไม่ใช่แล้วล่ะ เจ้าหน้าที่ก็ใจดีมากพาเดินมาที่ถนนและอธิบายว่าให้ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามถนน และขึ้นรถ Airport ลีมูซีนเลข 600 ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงแล้ว

เมื่อมาถึงก็ขอเก็บรูปในอีกมุมมองหนึ่งก็แล้วกัน หลังจากเมื่อคืนต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่ตั้งครึ่งชั่วโมงได้ (เว่อร์ดีไหมล่ะเนี่ย) สำหรับ ICC Jeju หรือศูนย์ประชุมนานาชาติเชจู International Convention Center Jeju เป็นศูนย์การประชุมนานาชาติที่สำคัญๆ รวมไปถึงการอบรม การจัดคอนเสิร์ต งานเทศกาล และการจัดแสดงสินค้าต่างๆ ตลอดปี ด้านหน้าศูนย์จะมีวิวของมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ นอกจากนี้ยังแอบเห็นป้าย Duty Fee อีกด้วย เสียดายไม่มีโอกาสได้เข้าไปเลย

จัดกระเป๋าเพื่อพลัดถิ่น เอ้ย ย้ายโรงแรมอีกแล้วล่ะ

กลับไปก็เตรียมจัดกระเป๋าให้เข้าที่เข้าทาง พรุ่งนี้เราจะย้ายกันไปพักในส่วนเหนือของเกาะเชจู บริเวณ Jeju City กันบ้างล่ะ เพราะในเช้าของวันที่ 7 มกราคม 2554 เราต้องออกเดินทางเพื่อกลับโซลกันตั้งแต่เช้า เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนไปพักยังโรงแรม Milano Crown เพื่อความสะดวกในการเดินทาง

คงต้องขอกล่าวอำลา Seogwipo ที่ๆ ช่างสงบและสวยงามจริงๆ ทั้งในแง่ภูมิทัศน์และความมีน้ำใจ รวมทั้งขอขอบคุณการบริการของโรงแรม Travellers Hotel Jeju แห่งนี้ที่ให้บริการอย่างไม่ขาดตกบกพร่องถึงแม้ว่าเราจะใช้ส่วนลดในการเข้าพักก็ตาม…ขอบคุณค่ะ-ครับ และหากมีโอกาสเราคงจะไปพบกันอีกแน่นอน Seogwipo